ตร.สอบปากคำ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ร่วม2ชม.แล้ว ขณะที่ผบช.ปส.ลงใต้ ขยายผลเครือข่าย “ไซซะนะ” คาดมีเบื้องหลังใหญ่กว่า แจงเตรียมเชิญ “แพท” สอบฐานะพยาน
ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด(บช.ปส.) ต่อมาเมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศว่ามีกองทัพสื่อมวลชนจำนวนมายังคงปักหลักเฝ้ารอการปรากฎตัวของนายอัครกิตติ์ หรือเบนซ์ เรซซิ่ง วรโรจน์เจริญเดช อายุ 30 ปี ที่เดินทางมาสอบปากคำชี้แจงข้อเท็จกรณีครอบครองรถหรูลัมโบกินีราคากว่า 20 ล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ใช้เวลาในการสอบปากคำไปแล้วเกือบ 3 ชั่วโมง โดยได้เริ่มการสอบปากคำอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 18.30 น. ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในสอบปากคำรายละเอียดต่างๆ ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ขณะเดียวกันกองทัพสื่อมวลชนยังคงปักหลักรายงานข่าวความคืบหน้าในคดีกันอย่างเหนียวแน่น
ทั้งนี้มีรายงานว่าทางพล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข ผบช.ปส. พร้อมชุดสืบสวนตำรวจบช.ปส. นำกำลังลงพื้นที่ภาคใต้ เพื่อหาข่าวและขยายผลเครือข่ายนายไซซะนะ โดยทางผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดว่า ได้เดินทางลงพื้นที่ภาคใต้จริง การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการลงพื้นที่เพื่อขยายผลเครือข่ายของนายไซซะนะ และเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่เครือข่ายอื่นๆ ซึ่งอาจมีส่วนเชื่อมโยงกัน ส่วนจะเป็นเครือข่ายใดนั้นขอยังไม่เปิดเผยรายละเอียด อย่างไรก็ตามนายไซซะนะเป็นดีลเลอร์รายใหญ่ ซึ่งแนวทางการสืบสวนเชื่อได้ว่ายังมีผู้อยู่เบื้องหลังรายใหญ่กว่า แต่ขณะนี้ตนขอเวลาตรวจสอบในรายละเอียดก่อน ในส่วนการประสานความร่วมมือกับทางการลาวภายหลังการจับกุมนายไซซะนะก็ได้มีการประสานความร่วมมือและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างดีมาโดยตลอด
พล.ต.ท.สมหมาย ได้เปิดเผยอีกว่า สำหรับการสอบปากคำนายอัครกิตต์ เป็นการสอบปากคำในส่วนของการได้มาของรถหรู รวมทั้งรายละเอียดอื่นๆ ส่วนที่จะต้องเรียกบุคคลอื่นเข้ามาสอบปากคำเพิ่มหรือไม่นั้น อยู่ระหว่างการพิจารณา โดยหลังจากนี้ทางตำรวจบช.ปส.จะต้องเชิญตัว แพท ณปภา มาทำการสอบปากคำในฐานะพยาน หลังปรากฎข้อมูลหลักฐานภาพถ่ายคู่กับรถลัมโบกีนี ส่วนประเด็นการสอบปากคำนั้นจะเป็นเรื่องของรายละเอียดเรื่องที่มาของรถว่ามีส่วนรู้เห็นหรือไม่
สำหรับกระแสข่าวที่อยู่ในโลกสังคมออนไลน์ปรากฎภาพของดาราหนุ่มถ่ายรูปคู่กับนายไซซะนะที่ประเทศลาว ในกรณีนี้ยังไม่ขอพูดถึง เนื่องจากว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่นายไซซะนะจะมาขอถ่ายภาพด้วยเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แต่ต้องขอขอบคุณสื่อมวลชนและผู้ที่สนใจในข่าวนี้ที่ให้ข้อมูลจนมีการขยายผลเครือข่ายของนายไซซะนะเพิ่มเติม





