วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ดีเอสไอ' นำรถกระบะคดีครูจอมทรัพย์ ตรวจพิสูจน์ใหม่

ผู้ครอบครองรถยนต์ ทะเบียน บค56 สกลนคร เผยกรมสอบสวนคดีพิเศษขอนำรถไปตรวจพิสูจน์เพื่อเป็นหลักฐานการรื้อฟื้นคดีครูจอมทรัพย์

ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายประพัฒน์ แสนเมืองโคตร อายุ 43 ปี ชาวบ้านม่วงไข่ ต.ด่านม่วงคำ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ซึ่งปัจจุบันได้ย้ายไปอยู่ที่กับภรรยาและลูกที่ จ.ยโสธร หลังจากที่ผู้สื่อข่าว พยายามติดต่อนายประพัฒน์ เพื่อสอบถามถึงรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำตาล หมายเลขทะเบียน บค 56 สกลนคร ซึ่งอยู่ในการครอบครองของนายประพัฒน์ และเป็นรถที่ถูกระบุว่าเป็นคันที่นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครูชาวสกลนครขับไปชนรถจักรยานของนายเหลือ พ่อบำรุง ชาว อ.เรณูนคร จ.นครพนมจนเสียชีวิต เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 11 มีนาคม 2548

นายประพัฒน์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 ม.ค.ที่ผ่าน เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้เดินทางมาพบตนที่บ้านที่ จ.ยโสธร เพื่อขอนำรถยนต์กระบะ ทะเบียน บค 56 สกลนคร ไปตรวจพิสูจน์ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะนำไปตรวจพิสูจน์เพื่อหาร่องรอยการเชี่ยวชน เมื่อปี 2548 เพื่อใช้ประกอบเป็นหลักฐานในการรื้อฟื้นคดีของนางจอมทรัพย์ โดยรถยนต์กระบะคันนี้หลังจากที่ตนได้นำไปส่งให้กับตำรวจ สภ.เรณูนคร ในการทำคดีเมื่อปี 2548 ก็ได้นำรถกลับมาใช้งานที่บ้าน โดยได้ต่อภาษีรถยนต์มาตั้งแต่ปี 2548 มาจนถึงปี 2558 และภาษีรถเพิ่งจะหมดอายุไปเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งตนยังไม่ได้ไปต่อภาษีเนื่องจากว่ายังไม่มีเงิน ประกอบกับต้องทำงานรับจ้าง จึงทำให้ไม่มีเวลาไปต่อภาษีรถ

นายประพัฒน์ ยืนยันว่า รถยนต์กระบะ ที่ซื้อต่อมาจากนางจอมทรัพย์ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2548 และไปทำเรื่องโอนที่สำนักงานขนส่งจังหวัดสกลนคร เป็นรถบนต์กระบะ สีน้ำตาล แบบตอนเดียว ไม่มีหลังคาแบบแครี่บอยอย่างแน่นอน หลังจากที่ซื้อรถมาตอนนั้นตนยังขับรถไม่เป็น แต่ก็ฝึกขับแบบเดินหน้า ถอยหลังอยู่ภายในบริเวณบ้าน แต่ซื้อรถมาได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ก็มีหมายเรียกจาก สภ.เรณูนครมาที่บ้าน โดยระบุว่ารถของตนได้ขับไปชนคนตาย ตนตกใจมากจึงให้ญาติพี่น้องพาเอารถไปให้ตำรวจที่ สภ.เรณูนคร โดยตำรวจได้สอบปากคำตนเป็นเวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ซึ่งตนก็ได้บอกกับตำรวจที่สอบปากคำว่า ตนได้ให้นางจอมทรัพย์ยืมรถไปใช้ และตนยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุในครั้งนั้น

"พอเห็นหมายเรียกจากตำรวจ ผมตกใจมาก เพราะไม่คิดว่ารถที่เพิ่งซื้อมาจะไปชนคนตาย ด้วยความตกใจจึงรีบเอารถไปให้ตำรวจ และให้ปากคำ ว่าผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ผมยอมรับว่าวันนั้นกลัวและตกใจมาก จึงรีบให้ปากคำกับตำรวจ โดยไม่ได้ฟังรายละเอียดหรือดูบันทึกการให้ปากคำมากนัก เพราะอยากรีบให้การแล้วรีบกลับบ้าน เมื่อให้ปากคำเสร็จผมก็เซ็นชื่อในบันทึกคำให้การ โดยไม่ได้อ่านรายละเอียดว่ามีอะไรบ้าง เพราะตำรวจก็ถามเยอะมาก"

สำหรับเรื่องการนำรถของนายประพัฒน์ ไปตรวจพิสูจน์โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ เนชั่นทีวีได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวว่า ในวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้มาขอนำรถจากนายประพัฒน์ไปจริง และตอนนี้รถคันนี้ได้อยู่ในความดูแลของกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว