วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชาวบ้านเฮ! ศาลยกฟ้อง คดีรุกที่สาธารณะโคกภูกระแต1,860ไร่

ศาลจังหวัดนครพนม ยกฟ้องคดีอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องขับไล่ ชาวบ้านครอบครองที่ดินสาธารณะ โคกภูกระแต 1,860ไร่ ที่เล็งสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ตามที่คณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ได้มีประกาศฉบับที่ 2/2558 เรื่อง กำหนดพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะ 2 ลงวันที่ 24 เมษายน2558 ต่อมาวันที่ 18มกราคม2559 คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) มีมติเห็นชอบให้ใช้ที่สาธารณประโยชน์ “โคกภูกระแต” ตั้งอยู่ที่บ้านห้อม หมู่ที่1ต.อาจสามารถ อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม เนื้อที่1,860ไร่ เป็นนิคมอุตสาหกรรม ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดนครพนม เพื่อสนับสนุนให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และภาคเอกชนเช่าพื้นที่ระยะยาว

โดยก่อนจะมีการประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนม หน่วยงานภาครัฐได้พยายามเคลียร์พื้นที่ที่จะใช้รองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว โดยในวันที่ 29กรกฎาคม 2557เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ป่าไม้ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องได้สนธิกำลังเข้าจับกุมชาวบ้านห้อม ต.อาจสมมารถ อ.เมืองนครพนม จ.นครพนม โดยอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก และคำสั่ง คสช. ที่64เรื่อง การปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ลงวันที่14มิถุนายน2557

และคำสั่ง คสช. ที่ 66/2557 เรื่อง เพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้และนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบัน ลงวันที่ 17มิถุนายน2557 เข้าดำเนินการจับกุมชาวบ้าน จำนวน14ราย โดยอ้างชาวบ้านทั้งหมด บุกรุกที่สาธารณประโยชน์ โคกภูกระแตบ้านไผ่ล้อม ในระหว่างวันที่ 18 – 22 สิงหาคม2557 อำเภอเมืองนครพนม ร่วมกับ กอ.รมน.จว.นพ. ได้เชิญราษฎรที่ถูกกล่าวอ้างว่า บุกรุกที่สาธารณประโยชน์ “โคกภูกระแตบ้านไผ่ล้อม” ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม จำนวน284ราย มาทำพันธสัญญาและทำความเข้าใจในการดำเนินการขอคืนพื้นที่ป่าสาธารณประโยชน์ ตามคำสั่ง คสช. ที่64และคำสั่ง คสช. ที่66ที่หอประชุมอำเภอเมืองนครพนม

ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งว่า เป็นการดำเนินการตามวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539กรณีเรียกผู้บุกรุกที่สาธารณประโยชน์“โคกภูกระแต บ้านไผ่ล้อม”ตำบลอาจสามารถ มาทำพันธสัญญา โดยมีสรุปข้อมูลว่า มีผู้บุกรุก จำนวน284ราย ผู้บุกรุกมาพบเจ้าหน้าที่ จำนวน277ราย ผู้บุกรุกไม่มาพบเจ้าหน้าที่ จำนวน5ราย มีผู้ยินยอมออกจากพื้นที่บุกรุก จำนวน256ราย และมีผู้บุกรุกอ้างว่ามีเอกสารสิทธิ์ครอบครอง จำนวน21ราย

ต่อมา วันที่ 22ตุลาคม2557 นายอำเภอเมืองนครพนม ได้มีหนังสือมอบอำนาจให้ปลัดอำเภออำเภอเมืองนครพนม เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ดำเนินคดีกับผู้บุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์“โคกกระแตบ้านไผ่ล้อม”ตำบลอาจสามารถ จำนวน21ราย

โดยคดีดังกล่าวนี้ พนักงานอัยการจังหวัดนครพนม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องชาวบ้านที่ถูกจับต่อศาลจังหวัดนครพนม ในฐานความผิด ก่นสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใด อันเป็นการทำลายป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น โดยไม่มีสิทธิครอบครองหรือมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ โดย ขอให้ศาลได้พิจารณาพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมาย และขอศาลให้สั่งจำเลยและบริวารออกจากที่ดินซึ่งเข้าไปยึดถือครอบครองพร้อมทั้งให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าว ซึ่งต่อมาศาลจังหวัดนครพนมได้ประทับรับฟ้องและสั่งให้รวมคดีเข้าด้วยกัน มีจำเลย จำนวนรวมทั้งสิ้น29คน โดยได้มีการนับสืบพยานโจทย์และพยานจำเลยช่วงเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน2559ที่ผ่านมา และกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่26 มกราคม2560 เวลา09.00น. หลังจากได้เลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไปก่อนหน้านี้เนื่องจากจำเลยมาศาลไม่ครบ

โดยศาลได้ออกนั่งบัลลังค์อ่านคำพิพากษาเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 26 มกราคม โดยพิเคราะห์จากพยานหลักฐานและคำเบิกความของพยานทั้งสองฝ่ายแล้วยังมีประเด็นสงสัยที่โจทก์ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยทั้งหมดได้บุกรุกที่สาธารณะตั้งแต่เมื่อใด ประกอบกับทางจำเลยอ้างพยานหลักฐานว่ามีเอกสารการครอบครองที่ดินบริเวณดังกล่าวที่ทางราชการออกให้ เช่น ส.ค. 1 ใบจอง หรือ น.ส. 2 เป็นต้น ประเด็นจึงยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริงหรือไม่ จึงยกประโยชน์ให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง โดยหลังศาลมีคำพิพากษาชาวบ้านทั้งหมดได้พากันมาก้มกราบพระบรมสาทิศลักษณ์ขององพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชบริเวณหน้าศาลด้วยความปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

ด้านนายณรงค์ ไชยตา หนึ่งในทนายจำเลย เปิดเผยหลังมีคำพิพากษาว่าศาลยังมีประเด็นสงสัยอยู่หลายประเด็นเป็นต้นว่ามีการออกบ้านเลขที่ของทางราชการให้แก่บ้านเรือนที่ชาวบ้านปลูกไว้อาศัยในบริเวณดังกล่าว อีกทั้งเป็นการเข้าไปอยู่อย่างเปิดเผยโดยเชื่อว่าไม่ได้บุกรุกที่สาธารณะอย่างบริสุทธิ์ใจ ประกอบกับยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยทั้งหมดได้บุกรุตั้งแต่เมื่อใดประเด็นจึงยังมีเหตุให้สงสัยจึงยกประโยชน์ให้จำเลย

ส่วนนายสมภพ โชติวงษ์ ทนายความจำเลยอีกคนหนึ่งที่ทางศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษชน กรุงเทพได้ส่งมาช่วยว่าความให้ชาวบ้านในคดีนี้เปิดเผยว่า คดีนี้ศาลมองว่าชาวบ้านน่าจะขาดเจตนาเข้าบุกรุกที่ดินสาธารณะตามที่โจทย์ฟ้องเนื่องจากมีข้อมูลว่าเมื่อราว ๆปี2539 ได้มีหนังสือของพลเอก. ชวลิต ยงใจยุทธ สั่งการให้ทางจังหวัดเร่งแก้ไขปัญหาการเข้ามาอยู่อาศัยของชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ดังนั้นการเข้ามาอยู่อาศัยของชาวบ้านจึงขาดเจตนาศาลจึงยกฟ้องในที่สุด