แม้ผลงานของทีมชาติชุดใหญ่ จะยังห่างไกลจากความสำเร็จ แต่แผนเดินหน้าสู่ความเป็นหนึ่งของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง
ยังคงดำเนินการต่อด้วยความเข้มแข็ง
ในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ไชนีส ซูเปอร์ลีก (ซีเอสแอล) ฟุตบอลลีกสูงสุดของจีน สั่นสะเทือนวงการด้วยดีลระดับสถิติโลกต่อเนื่อง ทั้งการคว้าตัว ออสการ์ ของเซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี หรือ คาร์ลอส เตเวซ ที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงสุดในโลก จาก เซี่ยงไฮ้ เสิ่นหัว กระทั่ง จอร์จ เมนเดส เอเยนต์ของ คริสเตียโน โรนัลโด ยังเผยว่ามีข้อเสนอมหาศาลให้ เรอัล มาดริด พิจารณาเป็นค่าตัวของกัปตันทีมชาติโปรตุเกส
กระนั้น นั่นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนที่ประธานาธิบดี สี เคยประกาศไว้เมื่อปีก่อน ว่าต้องการสร้างให้จีน เป็นมหาอำนาจในวงการฟุตบอลของโลก
แรงอัดฉีด
สองปีที่ผ่านมา เงินสนับสนุนจากภาครัฐถูกอัดฉีดเข้าสู่วงการฟุตบอลในประเทศ ในลักษณะเดียวกับที่เคยสร้างจีนให้เป็นมหาอำนาจในกีฬายิมนาสติก หรือชาติชั้นนำในโอลิมปิกเมื่อครั้งอดีต
โฟกัสของประธานาธิบดี สี เน้นหนักไปที่การสร้างนักกีฬารุ่นใหม่เป็นหลัก ด้วยแผนเร่งให้โรงเรียน 50,000 แห่งทั่วประเทศ บรรจุวิชา “ฟุตบอล” ในหลักสูตร ภายในปี 2025 หรือ 10 เท่าจากจำนวน 5,000 แห่งในปี 2015
จำนวนสนามฟุตบอลทั่วประเทศ จะถูกเพิ่มจาก 11,000 ในปัจจุบัน ไปแตะหลัก 70,000 แห่ง ภายในปี 2020 เพื่อรองรับจำนวนผู้สนใจเล่นกีฬาฟุตบอลที่จะเพิ่มขึ้นถึงหลัก 50 ล้านคนในอนาคตอันใกล้
คู่ขนานกันไปคือการกระตุ้นเด็กๆให้หันมาสนใจฟุตบอลอย่างจริงจัง ด้วยการได้สัมผัสกับเหล่าโค้ช และนักเตะซูเปอร์สตาร์ของโลกอย่างใกล้ชิดใน ซีเอสแอล
เพราะไม่เพียงจะเป็นแรงกระตุ้นสำหรับเด็กๆเท่านั้น นี่คือโอกาสอันดีที่คนในวงการฟุตบอลจีนปัจจุบัน จะได้เรียนรู้ศาสตร์ในด้านนี้จากผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในสนามหรือการบริหาร ไปจนถึงการตลาด
อุปสรรค
ใช่ว่าความทะเยอทะยานของประธานาธิบดี สี จะราบรื่น ในเมื่อยังมีอีกหลายคำถามที่ผู้นำจีนต้องหาคำตอบให้ได้
จำนวนเงินมหาศาลที่ภาคเอกชนซึ่งเป็นเจ้าของแต่ละสโมสรอัดฉีด เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐนั้น ไม่มีเป้าหมายอื่น นอกจากเพื่อแลกกับสิทธิพิเศษบางอย่างจากภาครัฐ และนั่นอาจย้อนกลับมาเป็นผลเสียหายใหญ่หลวงในทุกภาคส่วน เมื่อถึงเวลา “ฟองสบู่แตก”
นอกจากนี้ นักฟุตบอลต่างชาติที่ล้นทะลักในลีก ก็ดูจะเป็นการคุมกำเนิดผู้เล่นท้องถิ่นมากกว่าจะส่งผลดี เพราะขณะที่ระดับสโมสรไปได้สวย ในระดับชาติ จีน กลับรั้งในอันดับ 83 ของฟีฟา แรงกิง และมีแนวโน้มสูงที่จะไม่ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก ที่รัสเซีย ในปีหน้า ส่วนทีมฟุตบอลหญิงที่เคยเป็นรองแชมป์โลกในปี 1999 ก็อยู่เพียงอันดับ 13 เท่านั้น
ปัญหาเรื้อรังในอดีตอย่างการล็อกผลการแข่งขัน ก็ยังไม่หายไปไหน ในทรรศนะของ แคเมอรอน วิลสัน บรรณาธิการของ Wild East Football เว็บไซต์ที่เจาะลึกวงการฟุตบอลจีน เพียงแค่ไม่ปรากฏให้เห็นโจ่งแจ้งเท่านั้น หลังการปราบปรามทุจริตครั้งใหญ่ของประเทศในปี 2009
สำคัญที่สุดคือในระดับรากหญ้า เมื่อผู้ปกครองจำนวนมากเชื่อว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญกว่า จะยอมปล่อยให้ลูกหลานใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นกีฬา โดยมีเป้าหมายที่การเป็นมืออาชีพ
ไท่ เหว่ย ผู้อำนวยการกีฬา ของ ป้า หยี่ โรงเรียนเก่าของประธานาธิบดี สี ชี้ว่าการเรียนการศึกษาในจีนที่มีการแข่งขันกันสูง ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ต้องการให้ลูกของตน “เสี่ยง” กับอนาคตที่ไม่ชัดเจนในวงการฟุตบอล เพราะนับจากอดีต จีนมักประสบความสำเร็จในกีฬาบุคคล และล้มเหลวกับกีฬาที่ต้องใช้ทีมเวิร์คเป็นหลัก
เมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต
โจทย์ดังกล่าว กำลังถูกหาคำตอบโดย เอเวอร์แกรนด์ กรุ๊ป กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เจ้าของสโมสร กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ แชมป์ซีเอสแอล 6 สมัย ที่ตัดสินใจตั้งโรงเรียนเอกชนขึ้น เพื่อสอนหลักสูตรฟุตบอลที่มากกว่าเน้นแค่เรื่องทักษะ แต่ยังรวมถึงวินัยและการทำงานเป็นทีม ภายใต้การดูแลของโค้ชชาวสเปนถึง 24 คน 48 สนามฟุตบอล และนักเรียนกว่า 2,800 คน
ในแต่ละวัน นักเรียนของ เอเวอร์แกรนด์ จะใช้เวลาราว 90 นาที ในการฝึกซ้อม ตามด้วยการลงเล่นในช่วงสุดสัปดาห์ นักเรียนที่มีแววจะได้รับทุนการศึกษา ขณะที่ครอบครัวที่ยากจน ก็จะได้รับส่วนลดสำหรับค่าเล่าเรียนที่สูงถึงปีละ 8,700 ดอลลาร์ (ราว 310,000 บาท)
หลิว เจียงหนาน อาจารย์ใหญ่ของ เอเวอร์แกรนด์ ที่เปิดสอนตั้งแต่ปี 2012 มองว่าในอีก 7-8 ปีข้างหน้า กว่าครึ่งของทีมชาติชุดใหญ่จะเป็นนักเรียนที่จบการศึกษาจากโรงเรียนของตน
“ผมอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ” หวัง ไค่ วัย 13 ปี ซึ่งเข้าเรียนที่นี่เมื่อ 3 ปีก่อน กล่าวในการซ้อม “ผมอยากเป็น คริสเตียโน โรนัลโด คนต่อไป”
แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายในการก้าวสู่การเป็นมหาอำนาจลูกหนังในเวลาอันสั้น ขณะที่ชาติในยุโรปหรืออเมริกาใต้ล้วนแต่มีรากฐานมายาวนาน แต่วันนี้ เมื่อยักษ์ใหญ่ของโลกเริ่มสาวเท้าก้าวแรก ย่อมส่งแรงกระเพื่อมถึงส่วนต่างๆ ของโลกอย่างไม่ต้องสงสัย





