วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ย้อนรอย 2559 ปีแห่งการเปลี่ยนโฉมบอลไทย

ปี 2559 ที่เพิ่งสิ้นสุดไป นับเป็นปีที่แฟนฟุตบอลไทย ต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย

 ตั้งแต่ระดับทีมบริหารสมาคมฟุตบอล ไปจนถึงการแข่งขันภายในประเทศและทีมชาติ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการไปโดยสิ้นเชิง

 

ขั้วอำนาจใหม่

เริ่มจากเรื่องราวการชิงอำนาจในสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ภายหลัง นายวรวีร์ มะกูดี ที่ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมมานานสองสมัย ถูกฟีฟ่าออกคำสั่งระงับไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมฟุตบอลใดๆ จากการถูกตรวจสอบกรณีละเมิดประมวลจริยธรรม จนเป็นที่มาของคณะกรรมการกลาง หรือ “FATNC” เพื่อกำกับดูแลและกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปของสมาคมฟุตบอลฯเพื่อความโปร่งใส

11 ก.พ. 2559 ถือเป็นวันสลายขั้วอำนาจของนายวรวีร์ อย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ชูธงมาด้วยนโยบาย “Fair” ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้น 62 เสียง ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลฯ คนที่ 17 และถือเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นตามมาในปี 2559 

ความสำเร็จ

ในระดับชาติ มีทั้งข่าวดีและน่าผิดหวังคละเคล้ากันไป เริ่มจาก “ช้างศึก” นำโดย เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง สร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าฟุตบอลโลก 2018 โซนเอเชีย รอบคัดเลือก รอบ 12 ทีมสุดท้ายได้ ในฐานะแชมป์กลุ่มเอฟ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี  

นอกจากผลงานดังกล่าว ในเดือนมิ.ย. แฟนฟุตบอลชาวไทยยังมีความสุขต่อเนื่อง กับตำแหน่งแชมป์ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์ คัพ” ครั้งแรกในรอบ 9 ปี จากชัยชนะเหนือ จอร์แดน 2-0 ในรอบชิงชนะเลิศ นับเป็นแชมป์รายการนี้สมัยที่ 13 พร้อมฉลองวาระการครบรอบ 100 ปี ของการก่อตั้งสมาคมฟุตบอลอีกด้วย

ส่งท้ายปี เกียรติศักดิ์ ยังนำทีมสร้างประวัติศาสตร์ ป้องกันแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งอาเซียน หรือ “เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2016” ด้วยการชนะ อินโดนีเซีย ในรอบชิงชนะเลิศ กลายเป็นชาติที่ครองแชมป์รายการนี้มากที่สุด 5 สมัย ตอกย้ำการเป็นเจ้าฟุตบอลในภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มภาคภูมิ

กระแสต้าน

อย่างไรก็ตาม ทีมชาติไทยก็มีเรื่องน่าผิดหวังเช่นกัน เพราะในระดับทวีป ทีมชุดยู-16 และยู-19 ตกรอบแบ่งกลุ่มรายการชิงแชมป์เอเชีย ชนิดเก็บชัยชนะไม่ได้แม้แต่นัดเดียว 

ส่วนทีมชุดใหญ่ในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก 5 นัดแรก เก็บได้เพียงแค่ 1 คะแนน โอกาสไปเล่นรอบสุดท้ายที่ รัสเซีย เข้าขั้นริบหรี่ จนเป็นที่มาของกระแสข่าวลือว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าผู้ฝึกสอนจาก เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องแท็กติก รูปแบบการเล่น และการเรียกผู้เล่นเข้าทีม โดยมีชื่อของ อเลฮานโดร ซาเบย่า อดีตโค้ชทีมชาติอาร์เจนตินา ชุดรองแชมป์โลกปี 2014 มาเกี่ยวข้อง ก่อนที่นายกสมาคมฯจะต้องให้ข่าวปฏิเสธในเวลาต่อมา

ดีลสะท้านวงการ  

ฟุตบอลลีกภายในประเทศ ก็เข้มข้นไม่แพ้ระดับชาติ โดยเฉพาะการย้ายทีมของนักเตะดังในไทยลีก ไล่ตั้งแต่ 3 ซูเปอร์สตาร์ทีมชาติไทย ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ 

พีรพัฒน์ โน้ตชัยยา ​ที่ย้ายจาก บีอีซี เทโรศาสน ไปเป็นสมาชิกใหม่ของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด สร้างความตะลึงให้แฟนบอลทั้งประเทศ 

แต่การย้ายทีมที่ฮือฮาที่สุดในปี 2559 คงหนีไม่พ้น ธีราทร บุญมาทัน แบ็กซ้ายกัปตันทีมชาติไทย ลูกรักของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ย้ายทีมแบบฟ้าผ่าไปร่วมทีมคู่ปรับร่วมลีกอย่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวกว่า 30 ล้านบาท เป็นสถิติการซื้อขายนักฟุตบอลภายในประเทศสูงสุดในเวลานั้น 

อาฟเตอร์ช็อกจากนั้น คือ ธีราทร ถูกแฟนฟุตบอล ขนานนามว่าเป็น “จูดาส” จากการย้ายทีมครั้งนี้ แม้ไม่มีการเปิดเผยตื้นลึกหนาบางของดีลดังกล่าวจากทุกฝ่ายต่อสาธารณชนว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่

ไม่ถึงครึ่งปี สถิติของ ธีราทร ก็ถูกทำลายลง ในเดือนพ.ย. เมื่อ เชียงราย ยูไนเต็ด เจ้าบุญทุ่มรายใหม่ของวงการ บรรลุข้อตกลงในการคว้าตัว ธนบูรณ์ เกษารัตน์ กองกลางทีมชาติไทยของ “กิเลนผยอง” ด้วยค่าตัวที่ว่ากันว่าสูงถึง 50 ล้านบาท 

ตัดจบ

การบริหารงานของบอร์ดสมาคมฯชุดใหม่ มีหลายเรื่องที่คนในวงการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่กรณีที่ถูกจับตามากที่สุด คือการประกาศยุติการแข่งขันภายในประเทศทุกรายการ อันเป็นผลต่อเนื่องจากข่าวเศร้าของคนไทยทั้งประเทศ ในช่วงกลางเดือนต.ค. พร้อมประกาศให้ยึดอันดับล่าสุดเป็นหลักในการตัดสินแชมป์ เลื่อนชั้น และตกชั้น 

ทั้งที่ขณะนั้น ฟุตบอลลีกในทุกระดับยังมีเกมสำคัญที่ต้องชี้ชะตาอยู่ เช่นเดียวกับฟุตบอลถ้วยที่เข้าสู่รอบรองชนะเลิศแล้ว สร้างความไม่พอใจให้กับหลายสโมสรที่เสียประโยชน์ จนมีการแทงเรื่องไปถึง กกท. ให้เข้ามาพิจารณา

รีแบรนดิง

ช่วงปลายปี สมาคมฯยังเดินหน้าปรับเปลี่ยนโครงสร้างฟุตบอลภายในประเทศครั้งใหญ่ ให้อยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท ไทยลีก เพื่อเอกภาพในการทำงาน รวมถึงการทดลองนำ “โควตาอาเซียน” มาใช้ในลีกระดับล่าง เพื่อเป็นพื้นฐานก่อนใช้งานจริงในทุกระดับต่อไป

การปรับโครงสร้างครั้งนี้ เป็นไปเพื่อคัดกรองทีมตามหลักเกณฑ์ “คลับไลเซนซิ่ง” เพราะปัจจุบันมีสโมสรในไทยที่ผ่านเกณฑ์สูงสุดไม่ถึง 10 ทีม ซึ่งถือว่าน้อยเกินไป หากคิดการใหญ่ไปถึงระดับเอเชีย

ด้วยเหตุนี้ ปี 2560 จึงจะเป็นปีที่ได้เห็นพัฒนาการของสโมสรฟุตบอลไทยอย่างเป็นรูปธรรมขึ้นในทุกๆด้าน ขณะเดียวกัน ก็ต้องรอดูว่าการปรับโครงสร้างลีกครั้งนี้ว่าจะทำให้ฟุตบอลภายในประเทศพัฒนาได้มากแค่ไหน ทั้งเรื่องเกมการแข่งขันและมูลค่าทางการตลาด

ยังไม่นับปมขมวดเรื่องหัวหน้าผู้ฝึกสอนที่ยังไม่คลี่คลาย หลังมีการโยนหินถามทางไว้แล้วเรื่องโค้ชต่างชาติ 

ทุกอย่างจะลงเอยอย่างไร แฟนบอลไทยยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปในปี 2560….