ปี 2559 ที่เพิ่งสิ้นสุดไป นับเป็นปีที่แฟนฟุตบอลไทย ต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย
ตั้งแต่ระดับทีมบริหารสมาคมฟุตบอล ไปจนถึงการแข่งขันภายในประเทศและทีมชาติ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการไปโดยสิ้นเชิง
ขั้วอำนาจใหม่
เริ่มจากเรื่องราวการชิงอำนาจในสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ภายหลัง นายวรวีร์ มะกูดี ที่ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมมานานสองสมัย ถูกฟีฟ่าออกคำสั่งระงับไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมฟุตบอลใดๆ จากการถูกตรวจสอบกรณีละเมิดประมวลจริยธรรม จนเป็นที่มาของคณะกรรมการกลาง หรือ “FATNC” เพื่อกำกับดูแลและกำหนดการเลือกตั้งทั่วไปของสมาคมฟุตบอลฯเพื่อความโปร่งใส
11 ก.พ. 2559 ถือเป็นวันสลายขั้วอำนาจของนายวรวีร์ อย่างเบ็ดเสร็จ เมื่อ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ชูธงมาด้วยนโยบาย “Fair” ได้รับคะแนนเสียงท่วมท้น 62 เสียง ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลฯ คนที่ 17 และถือเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นตามมาในปี 2559
ความสำเร็จ
ในระดับชาติ มีทั้งข่าวดีและน่าผิดหวังคละเคล้ากันไป เริ่มจาก “ช้างศึก” นำโดย เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง สร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้าฟุตบอลโลก 2018 โซนเอเชีย รอบคัดเลือก รอบ 12 ทีมสุดท้ายได้ ในฐานะแชมป์กลุ่มเอฟ นับเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี
นอกจากผลงานดังกล่าว ในเดือนมิ.ย. แฟนฟุตบอลชาวไทยยังมีความสุขต่อเนื่อง กับตำแหน่งแชมป์ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์ คัพ” ครั้งแรกในรอบ 9 ปี จากชัยชนะเหนือ จอร์แดน 2-0 ในรอบชิงชนะเลิศ นับเป็นแชมป์รายการนี้สมัยที่ 13 พร้อมฉลองวาระการครบรอบ 100 ปี ของการก่อตั้งสมาคมฟุตบอลอีกด้วย
ส่งท้ายปี เกียรติศักดิ์ ยังนำทีมสร้างประวัติศาสตร์ ป้องกันแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งอาเซียน หรือ “เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2016” ด้วยการชนะ อินโดนีเซีย ในรอบชิงชนะเลิศ กลายเป็นชาติที่ครองแชมป์รายการนี้มากที่สุด 5 สมัย ตอกย้ำการเป็นเจ้าฟุตบอลในภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มภาคภูมิ
กระแสต้าน
อย่างไรก็ตาม ทีมชาติไทยก็มีเรื่องน่าผิดหวังเช่นกัน เพราะในระดับทวีป ทีมชุดยู-16 และยู-19 ตกรอบแบ่งกลุ่มรายการชิงแชมป์เอเชีย ชนิดเก็บชัยชนะไม่ได้แม้แต่นัดเดียว
ส่วนทีมชุดใหญ่ในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก 5 นัดแรก เก็บได้เพียงแค่ 1 คะแนน โอกาสไปเล่นรอบสุดท้ายที่ รัสเซีย เข้าขั้นริบหรี่ จนเป็นที่มาของกระแสข่าวลือว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าผู้ฝึกสอนจาก เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องแท็กติก รูปแบบการเล่น และการเรียกผู้เล่นเข้าทีม โดยมีชื่อของ อเลฮานโดร ซาเบย่า อดีตโค้ชทีมชาติอาร์เจนตินา ชุดรองแชมป์โลกปี 2014 มาเกี่ยวข้อง ก่อนที่นายกสมาคมฯจะต้องให้ข่าวปฏิเสธในเวลาต่อมา
ดีลสะท้านวงการ
ฟุตบอลลีกภายในประเทศ ก็เข้มข้นไม่แพ้ระดับชาติ โดยเฉพาะการย้ายทีมของนักเตะดังในไทยลีก ไล่ตั้งแต่ 3 ซูเปอร์สตาร์ทีมชาติไทย ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ
พีรพัฒน์ โน้ตชัยยา ที่ย้ายจาก บีอีซี เทโรศาสน ไปเป็นสมาชิกใหม่ของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด สร้างความตะลึงให้แฟนบอลทั้งประเทศ
แต่การย้ายทีมที่ฮือฮาที่สุดในปี 2559 คงหนีไม่พ้น ธีราทร บุญมาทัน แบ็กซ้ายกัปตันทีมชาติไทย ลูกรักของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ย้ายทีมแบบฟ้าผ่าไปร่วมทีมคู่ปรับร่วมลีกอย่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวกว่า 30 ล้านบาท เป็นสถิติการซื้อขายนักฟุตบอลภายในประเทศสูงสุดในเวลานั้น
อาฟเตอร์ช็อกจากนั้น คือ ธีราทร ถูกแฟนฟุตบอล ขนานนามว่าเป็น “จูดาส” จากการย้ายทีมครั้งนี้ แม้ไม่มีการเปิดเผยตื้นลึกหนาบางของดีลดังกล่าวจากทุกฝ่ายต่อสาธารณชนว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่
ไม่ถึงครึ่งปี สถิติของ ธีราทร ก็ถูกทำลายลง ในเดือนพ.ย. เมื่อ เชียงราย ยูไนเต็ด เจ้าบุญทุ่มรายใหม่ของวงการ บรรลุข้อตกลงในการคว้าตัว ธนบูรณ์ เกษารัตน์ กองกลางทีมชาติไทยของ “กิเลนผยอง” ด้วยค่าตัวที่ว่ากันว่าสูงถึง 50 ล้านบาท
ตัดจบ
การบริหารงานของบอร์ดสมาคมฯชุดใหม่ มีหลายเรื่องที่คนในวงการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่กรณีที่ถูกจับตามากที่สุด คือการประกาศยุติการแข่งขันภายในประเทศทุกรายการ อันเป็นผลต่อเนื่องจากข่าวเศร้าของคนไทยทั้งประเทศ ในช่วงกลางเดือนต.ค. พร้อมประกาศให้ยึดอันดับล่าสุดเป็นหลักในการตัดสินแชมป์ เลื่อนชั้น และตกชั้น
ทั้งที่ขณะนั้น ฟุตบอลลีกในทุกระดับยังมีเกมสำคัญที่ต้องชี้ชะตาอยู่ เช่นเดียวกับฟุตบอลถ้วยที่เข้าสู่รอบรองชนะเลิศแล้ว สร้างความไม่พอใจให้กับหลายสโมสรที่เสียประโยชน์ จนมีการแทงเรื่องไปถึง กกท. ให้เข้ามาพิจารณา
รีแบรนดิง
ช่วงปลายปี สมาคมฯยังเดินหน้าปรับเปลี่ยนโครงสร้างฟุตบอลภายในประเทศครั้งใหญ่ ให้อยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท ไทยลีก เพื่อเอกภาพในการทำงาน รวมถึงการทดลองนำ “โควตาอาเซียน” มาใช้ในลีกระดับล่าง เพื่อเป็นพื้นฐานก่อนใช้งานจริงในทุกระดับต่อไป
การปรับโครงสร้างครั้งนี้ เป็นไปเพื่อคัดกรองทีมตามหลักเกณฑ์ “คลับไลเซนซิ่ง” เพราะปัจจุบันมีสโมสรในไทยที่ผ่านเกณฑ์สูงสุดไม่ถึง 10 ทีม ซึ่งถือว่าน้อยเกินไป หากคิดการใหญ่ไปถึงระดับเอเชีย
ด้วยเหตุนี้ ปี 2560 จึงจะเป็นปีที่ได้เห็นพัฒนาการของสโมสรฟุตบอลไทยอย่างเป็นรูปธรรมขึ้นในทุกๆด้าน ขณะเดียวกัน ก็ต้องรอดูว่าการปรับโครงสร้างลีกครั้งนี้ว่าจะทำให้ฟุตบอลภายในประเทศพัฒนาได้มากแค่ไหน ทั้งเรื่องเกมการแข่งขันและมูลค่าทางการตลาด
ยังไม่นับปมขมวดเรื่องหัวหน้าผู้ฝึกสอนที่ยังไม่คลี่คลาย หลังมีการโยนหินถามทางไว้แล้วเรื่องโค้ชต่างชาติ
ทุกอย่างจะลงเอยอย่างไร แฟนบอลไทยยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปในปี 2560….





