เดสทิเนชัน : ลอนดอน การรุกคืบของอเมริกันเกมส์

เดสทิเนชัน : ลอนดอน การรุกคืบของอเมริกันเกมส์

นับจากอดีต วัฒนธรรมอเมริกัน ล้วนประสบความสำเร็จอย่างสูง ในการถูกส่งออกไปทั่วโลก

 เพื่อขยายพรมแดนของความเป็นอเมริกันออกไป ทั้งในรูปแบบของแฟชั่น อาหาร ดนตรี ภาพยนตร์ ฯลฯ มีเพียงกีฬาในแบบอเมริกันชนเท่านั้น ที่ดูจะยังไม่สามารถสร้างอิทธิพลต่อมุมอื่นๆ ของโลกได้ในระดับใกล้เคียง 

เมื่อตลาดอเมริกันฟุตบอลในสหรัฐใกล้ถึงจุดอิ่มตัว โรเจอร์ กูเดลล์ ประธานของ เอ็นเอฟแอล จึงเริ่มมองหาช่องทางใหม่ เพื่อรักษาความเป็นเบอร์หนึ่งของอเมริกันเกมส์ ในดินแดนอื่นที่อยู่อีกฟากของมหาสมุทรแอตแลนติกแทน...

อินเตอร์เนชันแนล ซีรีส์

นับจากอดีต เอ็นเอฟแอล เคยพยายามบุกเบิกตลาดนอกทวีปอเมริกาเหนือมาแล้วหลายครั้ง อาทิ “อเมริกัน โบว์ล” เกมพรีซีซันที่ตระเวนจัดไปทั่วโลก หรือ “เอ็นเอฟแอล ยุโรป” แต่ด้วยหลายปัจจัยแวดล้อม ทั้ง อเมริกัน โบว์ล และ เอ็นเอฟแอล ยุโรป ก็ยังไม่ประสบผล และต้องปิดตัวลงหลังจากลองผิดลองถูกอยู่ราวสองทศวรรษ

แม้จะประสบความสำเร็จอย่างสูงกับเกมฤดูกาลปกติที่ย้ายไปจัดที่สนาม อัซเตกา ในเม็กซิโก แต่ดินแดนที่เป็นตลาดอันดับสองของ เอ็นเอฟแอล กลับไม่ใช่เป้าหมายหลักที่ กูเดลล์ ให้ความสำคัญ

ไอเดียการผุด อินเตอร์เนชันแนล ซีรีส์ ที่ย้ายเกมฤดูกาลปกติไปเล่นในกรุงลอนดอน เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่ เวมบลีย์ สเตเดียม โฉมใหม่สร้างเสร็จ เกมนัดแรกของซีรีส์นี้ ระหว่าง ไมอามี ดอลฟินส์ และ นิวยอร์ค ไจแอนท์ส เมื่อปี 2007 ได้รับการตอบสนองอย่างดีจากแฟนกีฬาในอังกฤษ เมื่อตั๋วเข้าชมจำนวน 40,000 ใบ ถูกขายหมดเกลี้ยงภายใน 90 นาที

เมื่อการโยนหินถามทางหนนี้ ส่งสัญญาณในเชิงบวก เอ็นเอฟแอล จึงค่อยๆเพิ่มจำนวนเกมในซีรีส์ขึ้นทีละน้อย เพื่อทดสอบตลาด จนในปี 2017 จะมีเกมเอ็นเอฟแอลฤดูกาลปกติในลอนดอน เพิ่มเป็น 4 นัด ในเดือนก.ย. และต.ค. โดยจะเล่นที่ เวมบลีย์ และสนามรักบี้ ทวิคเคนแนม แห่งละ 2 นัด

ร่องรอยในลอนดอน

ในความเป็นจริง อเมริกันฟุตบอล ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับชาวลอนดอน เพราะกระแสบูมของ เอ็นเอฟแอล บนเกาะเกรทบริเตน มีมาตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 80 ขณะที่ในยุค 90 ที่มีการแข่งขัน เอ็นเอฟแอล ยุโรป นั้น ลอนดอน ก็เป็นหนึ่งในเมืองที่มีทีมฟุตบอลเป็นของตนเองด้วย ในชื่อ “ลอนดอน โมนาคส์” (London Monarchs) แชมป์ เวิลด์ โบว์ลส์ ปี 1991

แต่เมื่อฟุตบอลลีกของอังกฤษ ทำการรีแบรนด์ลีกสูงสุดใหม่เป็น พรีเมียร์ลีก จนกลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลก กระแสของอเมริกันฟุตบอลก็ค่อยๆเริ่มแผ่วลง เช่นเดียวกับ โมนาคส์ ที่ต้องยุบทีมไปในที่สุด

กระทั่งปัจจุบัน ด้วยอานิสงส์ของ อินเตอร์เนชันแนล ซีรีส์ ทำให้กีฬาคนชนคนกลับมาเป็นที่นิยมในลอนดอนอีกครั้ง วัดจากข้อมูลในปี 2014 ว่าตั๋ว 9 ใน 10ใบ ที่ถูกจำหน่ายออกไป เป็นการซื้อโดยกลุ่มคนในละแวกไม่ไกลจากกรุงลอนดอนมากนัก (เดินทางไม่เกิน 3 ชั่วโมง) และมีถึง 33,000 ราย ที่เลือกซื้อตั๋วแพ็คเกจแบบ 3 นัด ทำให้ กูเดลล์ และ เอ็นเอฟแอล เชื่อว่ามี “ช่องทาง”ของกีฬาชนิดนี้อยู่

ข้ามแอตแลนติก

ในปี 2012 คณะกรรมการของ เอ็นเอฟแอล เคยหารือเรื่องการเพิ่มทีมในลีก แต่ต้องล้มเลิกแนวคิดดังกล่าวไป เนื่องจากตลาดในสหรัฐเริ่มอิ่มตัว และไอเดียดังกล่าวไม่สามารถกระตุ้นให้ลีกมีรายได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากลีกได้ไปทำสัญญาลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดไว้ล่วงหน้าจนถึงปี 2022 แล้ว

ไอเดียของ กูเดลล์ และ มาร์ค วอลเลอร์ รองประธานบริหารฝ่ายนานาชาติ ในการรับมือกับตลาดในประเทศที่อิ่มตัว คือการคงจำนวนไว้ที่ 32 ทีมตามเดิม แต่ย้ายฐานของแฟรนไชส์ไปยังต่างแดน โดยวาง ลอนดอน ไว้เป็นหมุดหมายแรกของโครงการภายในปี 2022 

วอลเลอร์ ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ในโครงการนี้ อ้างข้อมูลจากผลสำรวจในปี 2015 ว่ามีแฟนกีฬาคนชนคนในลอนดอน ราว 4 ล้านคน เพิ่มจาก 2.3 ล้านคนในปีแรกที่ อินเตอร์เนชันแนล ซีรีส์ เริ่มจัดแข่งขัน และตั้งเป้าที่จะเพิ่มให้ถึง 6 ล้านคน ก่อนการย้ายแฟรนไชส์อย่างเป็นทางการจะมีขึ้น

คำถามที่รอคำตอบ

การจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ เอ็นเอฟแอล โดยเฉพาะ วอลเลอร์ ยังต้องตอบคำถามอีกหลายด้าน เริ่มจากแฟรนไชส์ไหนที่จะถูกโยกไปลอนดอน ซึ่งการจะทำแบบนั้นได้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิก 3 ใน 4 หรือคิดเป็น 24 จากทั้งหมด 32 ทีม

หนึ่งทีมที่อยู่ในข่ายคือ แจ็กสันวิลล์ จากัวร์ส ซึ่งเดินทางมาเล่นใน อินเตอร์เนชันแนล ซีรีส์ แล้วถึง 4 ครั้ง และกำลังประสบปัญหาเรื่องความนิยมในประเทศ เนื่องจากผลงานย่ำแย่ ไม่ได้เข้าเพลย์ออฟมานานกว่าสิบปีแล้ว

เสริมด้วยการที่ ชาฮิด ข่าน เจ้าของทีมมีถิ่นฐานในลอนดอนเป็นทุนเดิม รวมถึงมีประสบการณ์ทำธุรกิจที่นี่ในฐานะเจ้าของสโมสร ฟูแล่ม ด้วย นี่อาจเป็นโอกาสดีของ จากัวร์ส ในการยกเครื่องทีม และสร้างฐานผู้ชมขึ้นมาใหม่ด้วย

จากนี้ไป กูเดลล์ และ วอลเลอร์ ยังมีการบ้านที่ต้องทำอีกมาก หากต้องการนำ เอ็นเอฟแอล มาปักหลักในลอนดอน เพราะยังมี เรื่องการขนส่งระหว่างทวีป ตารางแข่งขันที่ต้องปรับให้เหมาะสม รวมถึงกฎการดราฟต์ผู้เล่นจากมหาวิทยาลัยที่ขัดแย้งกับกฎหมายการจ้างงานของสหภาพยุโรปโดยตรง จนกว่า “เบร็กซิท” จะเกิดขึ้นจริง ฯลฯ

แต่หากทั้งคู่ทำสำเร็จ นี่จะถือเป็นก้าวแรกในการเปิดประตูจากตลาดเฉพาะทางสู่โลกกว้างของ เอ็นเอฟแอล ในอนาคต