วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

The Inside Line : ยืนบนไหล่ยักษ์

ใน The Inside Line ตอนก่อนๆ เราพูดถึงอิทธิพลของจีน

 ที่มีต่ออุตสาหกรรมจักรยาน ทั้งในไทยและในต่างประเทศกันไปแล้ว แต่ยังมีอีกหนึ่งมิติในวงการที่จีนเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็คือวงการแข่งขันจักรยานอาชีพนั่นเอง 

จริงอยู่ว่าการแข่งจักรยานอาชีพยังเป็นอะไรที่เกาะอยู่กับกลุ่มประเทศยุโรปเป็นหลัก แต่ล่าสุดจีนแหวกทางเข้าสู่วงการโปรได้สำเร็จ จับมือกับสหพันธ์จักรยานนานาชาติ (UCI) สร้างสนามแข่งระดับดิวิชั่น 1 ในจีน ฤดูกาลหน้า พร้อมสร้างศูนย์การฝึกซ้อมนักปั่นอาชีพในปักกิ่ง และยังมีแนวโน้มจะได้รับเงินอัดฉีดจากชายที่ร่ำรวยที่สุดในจีน หวัง เจี้ยนหลิน เจ้าของประธานกลุ่มว่านต๋า (Wanda) ที่เริ่มเข้ามาสร้างพอร์ทโฟลิโอในด้านกีฬาเอนดูรานซ์ ซื้อธุรกิจไตรกีฬา Ironman ไปเมื่อกลางปี และกำลังจะเริ่มเข้าสู่วงการโปรทัวร์ด้วย

ไม่ใช่ว่าจีนไม่เคยจัดแข่งสนามใหญ่ที่เชิญโปรจากยุโรปและอเมริกามาแข่ง ที่ผ่านมาเราเคยมีรายการอย่าง Tour of Beijing ในระดับดิวิชั่น 1 แต่กลับเป็นรายการที่มีข้อครหาเยอะที่สุด เพราะการแข่งในกรุงปักกิ่งที่มีมลพิษสูง เป็นลำดับต้นๆ ของโลก เป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพนักกีฬาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และก็เป็นรายการที่แทบไม่ได้รับความสนใจจากผู้ชมท้องถิ่นเลย การขนย้ายโปรทีมจากยุโรป เพื่อบินมาแข่งในสนามที่ไม่ได้มีทั้งเกียรติยศและเงินรางวัล แถมยังเสี่ยงจะป่วยไข้ กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้จัดแข่งต้องยกเลิกสนามนี้ในที่สุดเมื่อปี 2012

กระทั่งสัปดาห์ที่แล้ว ทาง UCI ได้จับมือกับกลุ่มว่านต๋าเพื่อจัดสนามแข่งใหม่ในชื่อ Tour of Quangxi ในเขตปกครองตัวเองกว่างซี ทางตอนใต้ของจีน ดูเผินๆ แล้วน่าจะเหมาะกับการจัดสนามแข่งกว่ากรุงปักกิ่ง เพราะอยู่นอกเมือง มีภูมิประเทศเป็นภูเขาสวยงาม และปลอดมลพิษ

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการจักรยานอาชีพพยายามจะพัฒนาตัวเองให้เป็นกีฬาโลก มากกว่าแค่กีฬาเฉพาะกลุ่มที่โด่งดังแค่ในยุโรปและอเมริกาเหนือ แต่ด้วยโครงสร้างการแข่งขันที่ยังล้าหลังทำให้มันเติบโตได้ช้า 

ลองนึกดูสิครับ มีกี่สนามแข่งที่คนไทยรู้จัก หรือสนใจ? แต่ทำไมเรารู้จักนักเทนนิส นักบาสเกตบอล นักฟุตบอล จำนวนมาก? เรื่องความน่าสนใจและฟอร์แมตการแข่งขันนั้น วงการจักรยานยังตามหลังกีฬาอื่นมากครับ 

อย่างไรก็ดี ด้วยการที่คนหันมาสนใจสุขภาพและการออกกำลังกายมากขึ้น ยอดการเติบโตของธุรกิจกีฬาก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ สวนทางกับธุรกิจอื่นๆที่อยู่ในขาลง เลยไม่น่าแปลกใจที่จีนจะเริ่มยึดหัวหาดจากการเข้ามามีส่วนร่วมในวงการอาชีพเสียก่อน

สนามกว่างซี จัดว่าเป็นหมากเด็ดของจีน และกลุ่มว่านต๋า ที่จะเริ่มสร้างอิทธิพลในวงการนี้ ในประเทศที่ไม่มีความสนใจและวัฒนธรรมการแข่งขันจักรยานเลย แถมยังไม่มีนักปั่นอาชีพในโปรทัวร์ด้วย มันดูไม่มีเหตุผลที่จะมาทุ่มเงินจัดรายการแข่งในประเทศ แต่ถ้ารายการนี้ได้รับความสนใจ มันก็จะช่วยกระตุ้นให้นักปั่นจีนกระตือรือล้นที่จะแข่งในสนามอาชีพมากขึ้นด้วย อย่างน้อยๆ การจัดแข่งในสนามท้องถิ่น จำเป็นต้องมีทีมชาติหรือทีมอาชีพจีนเข้าแข่งอยู่แล้ว

การจะเปลี่ยนส่วนผสมของเปโลตองให้มีความเป็นนานาชาติมากขึ้นจำเป็นต้องใช้เวลา แต่ถ้าวงการจักรยานอาชีพไม่คิดจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ เลิกยึดติดกับอัตลักษณ์ความเป็นยุโรป หรือทดลองรูปแบบการแข่งขันใหม่ๆ ก็ยากที่มันจะยั่งยืน แค่ในปัจจุบัน เราก็ได้เห็นทีมอาชีพยุบตัวกันเป็นรายปีเพราะขาดผู้สนับสนุนหลัก โครงสร้างของทีมและระบบการแข่งก็ไม่พร้อมจะซัพพอร์ทเม็ดเงินที่เข้ามาสนับสนุน นักปั่นอาชีพหลายคนถึงกับบอกว่า การจะเป็นโปรก็เหมือนเล่นลอตเตอรี่ เพราะเขาไม่มีทางรู้ว่าปีถัดไป ทีมตัวเองจะถูกยุบหรือเปล่า

ผมมองว่าการเข้ามาของกลุ่มว่านต๋าที่คิดงานเป็นระบบระเบียบและเป็นธุรกิจมากกว่า น่าจะเป็นแรงผลักดันที่ดีให้วงการนักปั่นอาชีพได้พัฒนาไปในทางที่ยั่งยืนกว่าเดิม ถึงตอนนี้มันจะเป็นแค่สนามแข่งในจีน แต่ใครจะรู้ ในอนาคต เราอาจจะได้เห็นโปรทีมจีนที่มีนักปั่นจีน 100% พร้อมลงแข่ง ตูร์ เดอ ฟรองซ์ และแกร่งพอจะท้าชนทีมยุโรปชื่อดังอย่าง Sky หรือ Movistar ก็เป็นได้  

ถ้าทำได้จริง มันจะเป็นการเปิดทางให้ชาติในเอเชียอื่นๆ ได้เข้ามามีบทบาทในวงการจักรยานอาชีพกันมากขึ้นด้วยครับ