วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ขู่น้ำตาลทรายอาจขาดตลาด ถ้าจับรถอ้อยมาก

โรงน้ำตาลขู่ หวั่นน้ำตาลทรายขาดตลาด หลังกรมทางฯ ลุยจับกุมรถอ้อยบรรทุกหนัก ทำให้ชาวไร่อ้อยหยุดวิ่งรถ

ที่ห้องประชุม ผวจ.อุดรธานี นายชยาวุธ จันทร ผวจ.อุดรธานี เรียกประชุมหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางร่วมกันแก้ไขปัญหารถบรรทุกอ้อย หลังจากตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม ที่เป็นที่โรงงานน้ำตาลทั้ง 4 แห่งในจังหวัดเปิดหีบอ้อย แต่รถอ้อยถูกด่านชั่งน้ำหนักเคลื่อนที่ กรมทางหลวง จับกุมรถอ้อยน้ำหนักบรรทุกเกินไปแล้ว 17 คัน ซึ่งทางสมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ สมาคมชาวไร่อ้อยอีสานเหนือ ระบุว่าได้ปฏิบัติตามเอ็มโอยู 19 ข้อ ตามนโยบายของ คสช.ที่ทำไว้กับฝ่ายความมั่นคง มทบ.24 และ จ.อุดรธานี ที่บรรทุกสูงไม่เกิน 4 เมตร พร้อมติดตั้งป้าย ไฟสัญญาณ และอื่น ๆ ตามที่ทำบันทุกข้อตกลงไว้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย พล.ต.อำนวย จุลโนนยาง ผบ.มทบ.24 , พ.ต.อ.นิติพงศ์ ธาตุทำเล รรท.ผบก.ภ.จว.อุดรธานี , นายเอนก สุวรรณภูเต ผอ.แขวงการทางอุดรธานี ที่ 1 , นายประจักษ์ ปุกสันเทียะ ผอ.แขวงการทางอุดรธานี ที่ 2 , นายสุริเยศ เกษีสังข์ หัวหน้าสถานีตรวจสอบน้ำหนัก กรมทางหลวง , นายไพบูลย์ ธิติศักดิ์ นายกสมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, นายธีระชัย แสนแก้ว นายกสมาคมชาวไร่อ้อยอีสานเหนือ , นายอำเภอและ ผกก.กุมภวาปี , นายอำเภอและ ผกก.หนองหาน , นายอำเภอศรีธาตุ , ตัวแทนโรงงานน้ำตาลทั้ง 4 โรง , ตัวแทนชาวไร่อ้อย และคณะกรรมการป้องกันอุบัติเหตุบนถนน จ.อุดรธานี

นายชยาวุธ จันทร ผวจ.อุดรธานี กล่าวว่า รับรายงานการจับกุมรถอ้อยที่เขต อ.หนองหาน ซึ่งมีการจอดรถไว้ข้างทาง โดยยังไม่ขึ้นชั่งตาชั่งลอย ที่ทางกรมทางหลวงมาตั้งจุดตรวจ ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นทางโค้งเกรงว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ ตนจึงเดินทางไปตรวจสอบ ขอให้ทางสมาคมกลุ่มชาวไร่อ้อยฯ ขอให้นำรถไปจอดในสนามที่ว่าการอำเภอหนองหาน โดยให้บันทึกชื่อคนขับ ทะเบียนรถ ต่าง ๆ ไว้ ไม่ได้ไปไกล่เกลี่ยไม่ให้มีการจับกุมแต่อย่างใด และเมื่อรับทราบปัญหารถอ้อยถูกจับบรรทุกน้ำหนักเกิน ที่มีการจับกุมไปแล้วถึง 13 คัน และเมื่อคืนยังมีการจับกุมอีก 4 คัน ในเขต อ.ไชยวาน จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน มาร่วมประชุมเพื่อหามาตรการร่วมกันแก้ไขปัญหา เนื่องจากเอ็มโอยูทั้ง 19 ข้อ ไม่มีการระบุเรื่องของน้ำหนักรถอ้อย มีเพียงความสู.ไม่เกิน 4 เมตรเท่านั้น

เหมือนกับจราจรที่จับไม่สวมหมวกกันน๊อค ก็สามารถว่ากล่าวตักเตือนได้ แต่ไม่ใช่บรรทุกมากเกิน เหมือนที่ตนสั่งจับรถขนทราย ที่บรรทุกหนักถึง 91 ตัน อย่างนี้ต้องจับกุมดำเนินคดี ซึ่งศาลตัดสินไปแล้ว จำคุกคนขับ และยึดรถ แต่ทั้งนี้รถอ้อยส่วนใหญ่คุยกันแล้ว คือ ขณะนี้ได้ปฏิบัติตามเอ็มโอยูทั้งหมด ซึ่งน้ำหนักบรรทุกเกินไปไม่เท่าไหร่ ทั้งนี้เพราะมีการลดความสูงลงมาตามเอ็มโอยู่ได้ทำบักทึกไว้กับทาง กกล.รส.อุดรธานี

พล.ต.อำนวย จุลโนนยาง ผบ.มทบ.24 กล่าวว่า  รับแจ้งจากทางกองทัพภาค 2 ว่า ทางกองทัพบก และ กกล.รส.ได้มีการประสานไปยังปลัดกระทรวงคมนาคมแล้ว โดยทางปลัดประทรวงคมนาคมชี้แจงว่า ดำเนินการตามบัญชาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งข้อตกลงที่ทางผู้ประกอบการอ้อย น้ำตาลทราย ทำไว้กับ กกล.รส.ในแต่ละพื้นที่ เห็นว่ามีความเหมาะสม อาศัยหลักรัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ หากทางกระทรวงคมนาคมจะใช้แต่หลักนิติศาสตร์อย่างเดียว ทางผู้ประกอบการจึงได้ร้องขอความเป็นธรรมมาแล้ว โดยวันที่ 13 ธันวาคม ปลัดกระทรวงคมนาคม จะมีการประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากมีผลดำเนิอนการอย่างไร จะมีการแจ้งกลับมาให้ทราบอีกครั้ง

“ผลที่ออกมาทำให้เราเชื่อมั่นว่า ผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนที่รถบรรทุกอ้อยผ่านจะดีขึ้น และทุกฝ่ายยอมรับที่จะปฏิบัติตามต่อไป โดยรวบรวมปัญหาสะท้อนไปยังผู้บริหารระดับสูงแล้ว โดยจะมีการพูดคุยกันในระดับนโยบายอีกครั้ง ในวันที่ 13 ธันวาคม นี้ ซึ่งคาดเดาไม่ได้ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ทั้งนี จ.อุดรธานี เป็นจังหวัดใหญ่มีโรงงานน้ำตาลถึง 4 โรงที่อยู่ทุกมุมเมือง ได้รับผลกระทบมาก ซึ่งทาง มทบ.24 และหน่วยงานทหาร จะออกชี้แจงทำความเข้าใจ ประนสารรงาน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้ปัญหามันบานปลาย กระทบเป็นวงกว้าง ซึ่งจะทำให้แก้ไขปัญหาได้ยาก”

ขณะที่ทางนายอนุชิต ปุระสาทิต รอง กก.ผจก.โรงงานน้ำตาลทรายขวาเริ่มอุดม อ.หนองหาน กล่าวว่า ขณะนี้แต่ละโรงงานน้ำตาล มีอ้อยเข้ามาหีบน้อยมาก หลังมีการจับกุมรถอ้อยน้ำหนักเกิน เพราะชาวไร่ไม่กล้าขนอ้อยมาส่งโรงงานกลัวจะถูกจับ ซึ่งที่ผ่านมาทุกโรงงานและชาวไร่อ้อย ทำตามบันทึกข้อตกลง 19 ข้อไปแล้ว เมื่อมาถูกจับเริ่องน้ำหนัก ที่มีโทษหนักถึงกับยึดรถ ทำให้ไม่มีรถส่งอ้อยเข้าโรงงานได้ ปกติจะหีบอ้อยได้วันละ 16,000 ตัน แต่ถึงวันนี้มีอ้อยเข้ามาเพียง 10,000 ตัน ที่สามารถผลลิตเป็นน้ำตาลทรายได้ เพียง 1,000 กก.เท่านั้น ทั้งนี้ 30 เปอร์เซนต์ เราต้องนำส่งขายในประเทศ เมื่อเกิดเหตุการณ์อ้อยเข้าส่งโรงงานไม่พอ ผลิตน้ำตาลได้น้อย ในปีหน้าก็จะเกิดภาวะขาดแคลนน้ำตาลทรายในประเทศ      

“ทั้งนี้ยังไม่รวมสัญญาที่ทางโรงงานต้องส่งน้ำตาลออกต่างประเทศ 1.8 หมื่นตัน ในช่วงต้นปีหน้า มูลค่าประมาณ 400 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เราอาจต้องผิดสัญญา เพราะไม่มีน้ำตาลจะส่งให้ และจะส่งผลกระทบต่อไปเป็นลูกโซ่ ไม่ใช่โรงงานของเราแห่งเดียว แต่จะไปกระทบกับโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศ ที่ต้องเจอลักษณะเดียวกัน”

นายไกรสร สามเสน ผจก.ทั่วไป โรงงานน้ำตาลกุมภวาปี และเกษตรผล กล่าวว่า ทางโรงงานก็ประสบปัญหาเหมือน ๆ กัน ซึ่งขณะนี้อ้อยไม่พอเข้าระบบผลิต แต่เราต้องเดินเครื่องจักรโดยเฉพาะหม้อต้มทิ้งไว้ เพราะหากจะเริ่มใหม่ ต้องเสียเวลานาน ซึ่งขณะนี้ทางฝ่ายญี่ปุ่นที่ร่วมลงทุน กลัวปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะไม่เคยพบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ที่ไม่มีอ้อยมาเข้าโรงงาน และขณะนี้มีแนวโน้มว่า จะเลิกจ้างคนงาน จากที่เคยทำงาน 3 กะ ที่จะลดลงเหลือ 2 กะ เท่านั้น

  นายธีระชัย แสนแก้ว นายกสมาคมชาวไร่อ้อยอีสานเหนือ กล่าวว่า วันที่ 13 ธันวาคม 4 องค์กรของเกษตรกรชาวไร่อ้อยทุกสมาคม จะมีการประชุมมใหญ่ หาแนวทางทางแก้ไขเสนอต่อนายกรัฐมนตรี เข้าใจว่าทางกระทรวงคมนาคมใช้กฎหมายบังคับใช้ เมื่อมีปัญหาขึ้นมาบังคับใช้กฏหมาย ถ้าเป็นแบบนี้สั่งปิดโรงน้ำตาลไปเลยดีกว่าทุกคนพร้อมจะหยุด จะหันไปทำเศรษฐกิจพอเพียงกัน แต่เรื่องนี้เคยพูดคุยกับ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาลแล้ว ก็บอกว่า หากมีปัญหาอะไร สามารถแจ้งมาได้ เพื่อนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ซึ่งการประชุมทั้ง 4 องค์กรวันที่ 13 ธันวาคมนี้ อาจจะขอเดินทางเข้าพบนายกรัฐมนตรี ชี้แจงปัญหาที่เกิดขึ้นให้ทราบ เพื่อจะได้มีการแก้ไข หากเป็นเช่นนี้เศรษฐกิจของประเทศจะพัง เพราะว่าประเทศไทยส่งน้ำตาลออกเป็นอันดับ 12 ของโลก

ส่วนนายเอนก สุวรรณภูเต ผอ.แขวงการทางอุดรธานี ที่ 1 , นายประจักษ์ ปุกสันเทียะ ผอ.แขวงการทางอุดรธานี ที่ 2 , นายสุริเยศ เกษีสังข์ หัวหน้าสถานีตรวจสอบน้ำหนัก กรมทางหลวง ชี้แจงไปแนวทางเดียวกันว่า การจับกุมรถบรรทุกน้ำหนักเกิน เป็นไปตามคำสั่งของอธิบดีกรมทางหลวง ที่รับบัญชาจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้จับเฉพาะรถบรรทุกอ้อย มีการจับกุมทั้งรถบรรทุกหิน ดิน ทราย หากส่วนไหนไม่ดำเนินการมีผลการจับกุม ต้องถูกพิจารณาโทษ ทั้งละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และจะต้องถูกสอบทางวินัยด้วย จึงขอให้ทุกภาคส่วนดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายไป จนกว่าจะมีคำสั่งมาจากอธิบดีกรมทางหลวงแจ้งมาว่า จะมีการให้ดำเนินการอย่างไร

หลังจากนั้นนายชยาวุธฯ มีการเรียกประชุมทางฝ่ายทหาร โรงงานน้ำตาล ชาวไร่ สมาคม แกละทางชุดจับกุม นอกรอบอีกครั้ง หลังยังหาข้อสรุปไม่ได้ หลังประชุม นายชยาวุธฯ ผวจ.อุดรธานี เปิดเผยว่า หลังจากนี้ตนได้ขอความร่วมมือให้รถบรรทุกอ้อยได้ปฏิบัติตามกฎหมายของกรมทางหลวง เรื่องของน้ำหนักบรรทุก เรื่องของการติดสัญญาณไฟท้ายรถ และอื่น ๆ ให้เป็นไปตามข้อตกลง ที่มีการทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันไว้ เพื่อความปลอดภัยในการขนส่งอ้อยจากไร่อ้อยไปยังโรงงาน ไม่ใช่มีการขนอ้อยสูง ยาวเกินท้ายปิดบังสัญญารไฟต่าง ๆ อีกทั้งเรื่องอ้อยตกบนถนน ซึ่งบันทึกข้อตกลงที่ทำไว้ เป็นเรื่องของความปลอดภัยบนถนน ที่มีการทำทั่วประเทศตามที่ คสช.ประกาศไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา

“เอ็มโอยูที่ทำไม่ได้ครอบคลุมเรื่องของน้ำหนักบรรทุก เพราะมีกฎหมายเฉพาะของกรมทางหลวงอยู่ ทราบว่าวันที่ 13 ธันวาคม หน่วยการต่าง ๆ ของส่วนกลางที่เกี่ยวข้อง จะมีการประชุมทำความเข้าใจเรื่องของแนวงทางปฏิบัติ เรื่องของการขนส่งผลิตผลทางการเกษตร ที่มีการออกสู่ตลาดพร้อมกัน ทั้งอ้อย ข้าวเปลือก เบื้องต้นเราพูดคุยทำความเข้าใจทั้งกับผู้บังคับใช้กฎหมาย ชาวไร่อ้อย และผู้ประกอบการ เบื้องต้นทางราชการคงต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก ส่วนเรื่องของนโยบาย เรื่องของการอะลุ่มอล่วย ก็ทำได้ในระดับหนึ่ง เช่น กฎหมายกำหนดรถ 10 ลอ บรรทุก 25 ตัน ที่จะมีปริมารบรรทุกที่ปลอดภัยได้ในระดับหนึ่ง หากเกินไปไม่มาก ทางเจ้าหน้าที่จะสามารถพิจารณาเองได้”