แม่ทัพภาค3 เร่งจัดแผนการขจัดฝิ่นปี 2560 มุ่งเป้าตัดตอนนายทุน-ผู้มีอิทธิพล พบมีการปลูกฝิ่นชิดร่องธารน้ำ หรือลงไปไปปลูกในร่องน้ำมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (7 ธ.ค.) ที่กองกำลังผาเมือง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 และผู้บัญชาการกองบัญชาการเฉพาะกิจ ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองทัพภาคที่ 3 (ผบ.ฉก.ศป.ปส.ทภ.3) เป็นประธานการแถลงแผนการควบคุมพื้นที่ปลูกฝิ่นและการตัดทำลายไร่ฝิ่น ประจำปี 2560 ร่วมกับ พล.ต.ต.พูนทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ รรท.ผบช.ภ.5,พล.ต.จิรเดช กมลเพ็ชร ผบ.กกล.ผาเมือง,นายพิภพ ชำนิวิกัยพงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และนายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนกว่า 100 คน
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบสถานการณ์ และแนวโน้มของสถานการณ์การลักลอบปลูกฝิ่นในพื้นที่ภาคเหนือ ประจำปีงบประมาณ 2560 รวมถึงข้อมูลพื้นที่ลักลอบปลูกฝิ่นซึ่งได้ดำเนินการสำรวจโดยสถาบันสำรวจ และติดตามการปลูกพืชเสพติด และแนวทางการดำเนินการตามแผนการควบคุมพื้นที่ปลูกฝิ่น และการตัดทำลายไร่ฝิ่น ประจำปี 2560 ของกองทัพภาคที่ 3 และศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองทัพภาคที่ 3 รวมทั้งได้ร่วมพิจารณาให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินงานในการป้องกันและปราบปราม การปลูกพืชเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ บังเกิดผลสำเร็จสูงสุด ตามวัตถุประสงค์
พล.ท.วิจักขฐ์ สิริบรรสพ แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดเผยว่า กองทัพภาคที่3 และศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองทัพภาคที่ 3 ได้ให้ความสำคัญต่อการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นเรื่องเร่งด่วน เพื่อสนองตอบนโยบาย และแนวทางการดำเนินงานด้านยาเสพติดของรัฐบาล ตลอดจนเป็นการหยุดยั้งการขยายตัวของปัญหา และลดระดับความรุนแรงของปัญหาลงตามลำดับ โดยในห้วงที่ผ่านมากองทัพภาคที่ 3 และศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองทัพภาคที่ 3 ได้รับความร่วมมือในการปฏิบัติงานจากหน่วยงาน และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดียิ่ง ส่งผลให้การปฏิบัติงานบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ทุกประการ
โดยสถานการณ์การลักลอบปลูกฝิ่น แต่เดิมตั้งแต่กองทัพภาคที่ 3 ได้เริ่มก่อตั้งโครงการเมื่อปี 2554-2555 มีพื้นที่ลักลอบปลูกฝิ่นเกือบ 60,000 ไร่ ผลจากการดำเนินโครงการ ทำให้พื้นที่ดังกล่าวลดลงมาเป็นลำดับ สถิติย้อนหลัง 3 ปี ตั้งแต่ ปี 2556- 2558 คงเหลือพื้นที่ปลูกประมาณ 1,700- 1,800 ไร่เศษ และในปัจจุบันสถาบันสำรวจและติดตามการปลูกพืชเสพติดได้ตรวจพบพื้นที่ที่มีการลักลอบปลูกฝิ่นแล้ว จำนวน 8 หน่วยพื้นที่สูง ( Highland Unit ) ในพื้นที่ความรับผิดชอบของ พล.ร.7 ได้แก่ พื้นที่ดอยนาง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่. จำนวน 54 แปลง 52.76 ไร่เศษ ,พื้นที่ม่อนอังเกตุ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ จำนวน 20 แปลง 12.93 ไร่ ,พื้นที่แม่ยะ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ จำนวน 27 แปลง 19.45 ไร่เศษ , พื้นที่ดอยผาแดง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ จำนวน 92 แปลง 72.42 ไร่เศษ
และในพื้นที่ความรับผิดชอบของ ฝทพ.ศปก.ทภ.3 ได้แก่ พื้นที่ห้วยทรายเหลือง – แม่สะต๊อบ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ จำนวน 35 แปลง 24.04 ไร่ ,พื้นที่แปเปอร์ – นาเกียน อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ จำนวน 627 แปลง 390.75 ไร่เศษ , พื้นที่ท่าสองยาง – ปิตุคี อ.ท่าสองยาง จ.ตาก จำนวน 396 แปลง 370.01 ไร่ และพื้นที่ห้วยน้ำเย็น – ทุ่งต้นงิ้ว จำนวน 268 แปลง 227.28 ไร่ รวมทั้งหมด 1,519 แปลง 1,169.14 ไร่
แสดงให้เห็นว่า การดำเนินโครงการมีผลสัมฤทธิ์ที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตามแม้ว่าเวลาจะผ่านมากว่า 30 ปี การลักลอบปลูกฝิ่นยังคงมีแนวโน้มจะคงอยู่ต่อไป ดังนั้นเราจะต้องร่วมมือกันทำงานด้วยความเข้มแข็งและใกล้ชิดต่อไป เพื่อให้ภูมิภาคนี้ปราศจากพื้นที่ปลูกฝิ่นหรือพืชเสพติดชนิดอื่น และพี่น้องราษฎรบนพื้นที่สูงมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ที่ได้มีพระราชดำริให้ก่อตั้งโครงการหลวงเพื่อแก้ปัญหา และบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวไทยภูเขา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2512 เป็นต้นมา
จากการประชุมในวันนี้ ได้ตกผลึกความคิดเห็นแนวทางในการปฏิบัติการ 3 อย่างด้วยกัน ได้แก่ 1.การตัดทำลายไร่ฝิ่น จะต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะพื้นที่เพ่งเล็ง ในจังหวัดเชียงใหม่ เช่น อ.อมก๋อย อ.เชียงดาว และอ.แม่แตง พร้อมกับ 2.คือให้มาตรการเข้มข้นทางกฎหมายดำเนินการกับผู้ที่เป็นนายทุน และ3.คือมีการเปิดประเด็นโต๊ะข่าว ในหน่วยงานต่างๆโดยเฉพาะในการกวาดล้างผู้มีอิทธิพลในการปลูกฝิ่นโดยอาศัยชาวเขาผู้บริสุทธิ์ ปลูกฝิ่นแทนตนเอง
ได้เน้นย้ำให้ยึดถือเป็นแนวทางการปฏิบัติ โดยเน้นการบูรณาการด้านการข่าวจากทุกภาคส่วน เพื่อสืบสภาพพื้นที่ลักลอบปลูกฝิ่น และกำหนดเป็นพื้นที่เป้าหมายเพื่อตัดทำลายควบคู่ไปกับ มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มข้น และการประชาสัมพันธ์ ถึงโทษของการปลูกพืชเสพติด การเสพ การค้ายาเสพติด ทั้งต่อสุขภาพของตนเอง ครอบครัว ลูกหลาน ตลอดจนชุมชนและประเทศชาติ รวมถึงโทษทางกฎหมายบ้านเมือง โดยใช้สื่อทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ โดยเฉพาะสถานีวิทยุชุมชน และสถานีวิทยุกระจายเสียงแรงส่งสูง ซึ่งมีอยู่เกือบทุกชุมชน
รวมถึงการสื่อสารในเรื่องดังกล่าว ในทุกโอกาสที่มีการจัดหรือทำกิจกรรมกลุ่มย่อย หรือกลุ่มขนาดใหญ่ก็ตาม เช่น การประชุมในระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ การร่วมประเพณีทางความเชื่อ ทางศาสนา หรือ การร่วมกิจกรรมในวันสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์หรือของชาติ ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด รวมถึงการบูรณาการ และการประสานการปฏิบัติโดยใกล้ชิดระหว่างตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และฝ่ายปกครองจะทำให้การดำเนินการได้ผลเป็นรูปธรรมมากที่สุดเนื่องจาก ทั้ง 3 องค์กรนี้อยู่ใกล้ชิดกับราษฎรในพื้นที่ตลอดเวลา
ด้าน นายพิภพ ชำนิวิกัยพงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กล่าวว่า ในช่วงหลังพบว่า วิธีการปลูกฝิ่นได้เปลี่ยนไปใช้รูปแบบการปลูกชิดร่องธารน้ำ หรือลงไปไปปลูกในร่องน้ำมากขึ้น ทำให้ขยายเวลาสามารถปลูกยาวไปจนถึงช่วงหน้าร้อนได้ ระยะเวลาการตัดทำลายก็จะยาวมากขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งมีการลดขนาดแปลงเล็กลง ทำให้สังเกตจากระยะไกลได้ยาก แต่เชื่อว่ามาตรการตัดทำลายในปีนี้จะสามารถปฏิบัติการได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าทุกปีที่ผ่านมา
ปัจจุบันในพื้นที่ประเทศไทยนั้นส่วนใหญ่เป็นการปลูกเพื่อค้าให้ผู้เสพในพื้นที่ โดยจากการตรวจสอบพบว่ายังมีผู้ติดฝิ่นอยู่อีกจำนวนมากในพื้นที่ อ.อมก๋อยและ อ.แม่แจ่ม การค้าปลีกฝิ่น เม็ดเล็กเท่าหัวไม้ขีดก็มีราคาสูงถึง 200 บาท ทำให้นายทุนในพื้นที่ยังมีการแสวงกำไร และลักลอบปลูกและค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้จะต้องกำจัดเริ่มที่ต้นตอคือนายทุน ก่อนจะพาตัวผู้ติดฝิ่นมาบำบัด เพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ในยุคนี้มีกฎหมายรองรับหลายข้อ รวมทั้งคำสั่งของ คสช. คนปลูกฝิ่นส่วนใหญ่ปลูกในพื้นที่สูง ที่เรียกว่า ลุ่มน้ำชั้น1เอ ซึ่งข้อกฎหมายป่าไม้ก็เอื้อเปิดช่องให้สามารถดำเนินคดีได้เต็มที่ รวมไปถึงด้านนายทุน ผู้จ้างวานให้ผู้อื่นทำสิ่งที่ชั่วร้าย จะนับเข้าข่ายเป็นผู้มีอิทธิพลทันที และใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินคดีอย่างเข้มข้น





