นิโก้ รอสเบิร์ก นักขับชาวเยอรมันจากค่าย เมอร์เซเดส เอเอ็มจี คว้าแชมป์โลกการแข่งขันรถฟอร์มูล่า วัน
ฤดูกาลนี้สำเร็จ โดยเฉือนเพื่อนร่วมทีม ลูอิส แฮมิลตัน 5 แต้ม ส่วนตัวแฮมิลตันเองก็คว้าแชมป์ศึกอาบู ดาบี กรังด์ปรีซ์ การแข่งสนามสุดท้ายของปี ปลอบใจ
ศึกรถฟอร์มูล่า วัน ชิงแชมป์โลก สนามสุดท้ายของปี รายการ อาบู ดาบี กรังด์ปรีซ์ ที่ สนาม ยาส มารินา เซอร์กิต ระยะทางต่อรอบ 5.554 กม. เมือง อาบู ดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อคืนที่ผ่านมา เป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ตัดสินหาแชมป์โลกระหว่าง รอสเบิร์ก กับ แฮมิลตัน 2 นักซิ่งค่าย เมอร์เซเดส เอเอ็มจี ที่มีช่องว่างห่างกันแค่ 12 แต้ม
สิ้นสัญญาณไฟ แฮมิลตัน กับ รอสเบิร์ก ออกสตาร์ทแบบวัน-ทู ตามมาไม่มีเปลี่ยน ขณะที่ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน จาก เรด บูลล์ เริ่มต้นแวบเดียวก็พลาดรถหมุนติ้วต้องไปวิ่งไล่จากท้าย ด้าน เจนสัน บัตตัน นักซิ่งจาก แม็คลาเรน-ฮอนด้า รถพังระหว่างทาง อำลาสนามสุดท้ายในอาชีพแบบไม่สวยนักมาถึงรอบท้าย แฮมิลตัน พยายามทิ้งห่าง รอสเบิร์ก ให้สู้กับ เซบาสเตียน เวทเทล จาก เฟอร์รารี่ ซึ่งไล่กดดันจากที่ 3 แต่สุดท้ายไม่เป็นผลเมื่อ แฮมิลตัน เข้าเส้นชัยคันแรก เวลา 1 ชั่วโมง 38 นาที 04.013 วินาที ตามด้วย รอสเบิร์ก อันดับ 2 และ เวทเทล เข้าอันดับ 3
แม้จะเป็นแชมป์สนามแต่ แฮมิลตัน ก็ไม่อาจป้องกันแชมป์โลกได้เนื่องจากคะแนนสะสม มี 380 คะแนน มีไม่พอแซง รอสเบิร์ก ซึ่งเข้าอันดับ 2 และถูกรอสเบิร์กเฉือนไป 5 คะแนน ส่งให้นิโก้ รอสเบิร์ก ครอบครองแชมป์โลกเป็นสมัยแรกในชีวิต ตามรอยพ่อของเขา กิเก้ รอสเบิร์ก ที่เคยทำไว้เมื่อปี 1982 และถือเป็นพ่อ-ลูก คู่ที่สองในวงการรถสูตรหนึ่งที่ต่างครองแชมป์โลกได้ทั้งคู่ ถัดจาก เกรแฮม และ เดมอน ฮิลล์ ที่เคยทำได้เมื่อปี 1962, 1968 และปี 1996




