ศธ.กำหนดสัดส่วนผู้รับทุนเฉลิมราชกุมารี ในระยะที่ 2 ใหม่ เพิ่มสัดส่วนสายอาชีพมากขึ้น และเพิ่มจำนวนทุนเป็น 600 ทุนต่อปี ต่อเนื่อง 10 ปี
พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการอำนวยการ โครงการทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี ว่า ที่ประชุมได้เตรียมกรอบการดำเนินโครงการทุนการศึกษาเฉลิมราชกุมารี ระยะที่ 2 (ปี 2559-2576) ที่จะเริ่มในปีการศึกษา 2560 หลังจากที่ได้ดำเนินโครงการระยะแรก ตั้งแต่ปี 2547-2558 ซึ่งจัดสรรทุนให้แก่นักเรียน นักศึกษา และ สามเณร ที่ยากจน ด้อยโอกาส อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ได้รับทุนเรียนต่อเนื่องตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ไปจนถึงระดับปริญญาตรี โดยระยะแรกจัดสรรทุนให้เด็กในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชานแดน (ตชด.) ปีละ 480 ทุนเป็นเวลาต่อเนื่อง 10 ปี รวมทั้งสิ้น 4,800 ทุน
สำหรับการดำเนินโครงการระยะที่ 2 เริ่มในเดือนพฤษภาคม 2560 จะปรับสัดส่วนการจัดสรรทุนใหม่ จากระยะแรกที่ สพฐ.ได้รับ 50% สอศ. 30% และพศ. 20% เป็น สพฐ.ลดเหลือ 35% สอศ.เพิ่มขึ้นเป็น 50% และ พศ.ลดเหลือ 15% ส่วน ตชด.เป็นทุนที่แทรกอยู่กับ สพฐ.และ สอศ. เนื่องจากต้องการให้น้ำหนักการเรียนในสายอาชีพมากขึ้น นอกจากที่ประชุมรับทราบการเพิ่มอัตราการให้ทุนการศึกษา ดังนี้ ม.ปลาย 25,000 บาทต่อคนต่อปี ปวช.30,000 บาทต่อคนต่อปี ปวส.และปริญญาตรี 55,000 บาทต่อคนต่อปี และเพิ่มจำนวนผู้ได้รับทุนเป็น 600 คนต่อปีรวมระยะเวลาการดำเนินโครงการระยะที่ 2 จำนวน 10 ปี ซึ่งจะมีผู้รับทุนทั้งสิ้น 6,000 คน
“การให้ทุนเพื่อให้เด็กยากจน ด้อยโอกาสได้เรียนจนถึงปริญญาตรี แต่จากการดำเนินโครงการระยะแรกที่ผ่านมา พบว่าผู้รับทุนที่เรียนสายอาชีพครึ่งหนึ่ง จบปวช.หรือ ปวส.จะออกไปทำงานทันทีทำให้มีเงินทุนการศึกษาเหลืออยู่ ที่ผ่านมาเงินทุนเหล่านี้จะส่งคืนกระทรวงการคลัง ผมจึงให้โจทย์คณะทำงานไปพิจารณาว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำเงินส่วนที่เหลือมาให้ทุนการศึกษาแก่เด็กคนอื่น เพื่อใช้เงินให้ได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ได้อนุมัติไว้ กำหนดทั้งจำนวนคนและจำนวนเงินทุนการศึกษา ซึ่งจะต้องไปหารือกันว่าหากไม่เพิ่มเงินทุนการศึกษาแต่สามารถเพิ่มจำนวนผู้รับทุนได้ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี ขณะเดียวกันให้เพิ่มเรื่องระบบการติดตามดูแลผู้ที่ได้รับทุนให้เข้มข้นด้วย” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว





