19.00 น. วันนี้ (15 พ.ย.) ทีมชาติไทย มีกำหนดลงสนาม ในนัดที่ 5 ของฟุตบอลโลก 2018
รอบคัดเลือก 12 ทีมสุดท้าย โซนเอเชีย พบกับ ออสเตรเลีย หนึ่งในทีมที่ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดของกลุ่ม
สถานการณ์ปัจจุบัน คงต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยากยิ่งกว่ายาก สำหรับ “ช้างศึก” ในการพลิกสถานการณ์เป็นหนึ่งใน 3 ทีม ที่ได้ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายที่รัสเซีย ในปี 2018 หรือกระทั่งโควตาเพลย์ออฟ ก็ยังต้องลุ้นเหนื่อย
4 นัดที่ผ่านมา ไทย ยังไม่มีแต้มติดมือแม้แต่คะแนนเดียว จากการแพ้ 4 นัดรวด ต่อ ซาอุดีอาระเบีย, ญี่ปุ่น, ยูเออี และ อิรัก ยิงได้เพียงประตูเดียว แต่เสียไปแล้วถึง 10 ลูกด้วยกัน
ขณะที่ ออสเตรเลีย คู่แข่งรายสุดท้ายก่อนจบครึ่งทางของรอบนี้ ปัจจุบัน รั้งอันดับ 2 ของสาย จากสถิติชนะ 2 เสมอ 2 ยิงไป 6 และเสีย 3 ประตู และเมื่อพิจารณาจากรายชื่อที่ แองเจลอส พอสเตคูกลู เรียกมาติดทีม มีนักเตะที่เล่นในยุโรปมากถึง 15-16 คน ตอกย้ำว่า “ซอคเกอร์รูส์” ต้องการ 3 คะแนนมากแค่ไหนในนัดนี้
กระนั้น เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ก็ยังแสดงท่าทีชัดเจนว่า “พร้อมสู้” โดยมีเป้าหมายที่การเก็บคะแนนแรกให้ได้ แม้จะเป็นงานยากระดับเข็นครกขึ้นภูเขาก็ตาม
บทเรียนจาก4นัด
แม้จะกลับมายึดหัวหาดในระดับอาเซียนได้ แต่ 4 นัดที่ผ่านมา ของ “ช้างศึก” ก็แสดงให้เห็นว่ายังมี “ระยะห่าง” อีกมาก เมื่อต้องเผชิญกับทีมชั้นนำของทวีป
ในเกมกับซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นเกมที่ไทยเล่นได้ดีที่สุด สามารถทำเกมต่อกรได้อย่างสูสี แต่ประสบการณ์ของผู้เล่นหลายคน ในสถานการณ์บีบคั้น ยังมีน้อยเกินไป จนเป็นที่มาของการเสียทั้งจุดโทษ และใบแดงแบบ “ไม่น่าเสีย” ของ สารัช อยู่เย็น แม้หลายคนจะลงความเห็นว่าการทำหน้าที่ของผู้ตัดสิน ก็มีส่วนสำคัญในการชี้ขาดผลลัพธ์ก็ตาม
ขณะที่เกมกับ ญี่ปุ่น วิทยา เลาหะกุล ประธานฝ่ายเทคนิคฯ ชี้จุดบกพร่องว่ามีปัญหาเรื่องสภาพจิตใจ และแท็กติกเกมรับที่ปล่อยให้นักเตะ “ซามูไร บลู” ได้ครองบอลอย่างสะดวก โดยไม่ถูกกดดัน ชนิดที่หากไม่ได้ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ช่วยไว้ บทสรุปสุดท้ายอาจย่ำแย่กว่านี้
การพบกับ ยูเออี ก็เป็นไปในลักษณะเดียวกับนัดพบ ซาอุฯ นั่นคือทำเกมได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ขาดความคมในจังหวะสุดท้าย อีกทั้งยังปล่อยให้เพลย์เมกเกอร์คนสำคัญ โอมาร์ อับดุลราห์มาน มีอิสระในการเล่นมากเกินไป
ส่วนการแพ้ อิรัก อย่างยับเยิน น่าจะเป็นนัดที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยถูกตำหนิมากที่สุด โดยเฉพาะการ “ยึดติด” กับผู้เล่นชุดแรกมากเกินไป และเลือกส่งลงสนามทั้งที่ไม่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ จนเสียโควตาเปลี่ยนตัวไปแบบไม่จำเป็น และนำไปสู่การเหลือผู้เล่นในสนามไม่ครบ ตั้งแต่กลางครึ่งหลัง
ยักษ์ออสซี
จากสถิติในอดีต ไทย ไม่เคยเอาชนะ ออสเตรเลีย ได้เลยแม้แต่เกมเดียว และแพ้รวดใน 3 นัดหลังสุด เสียไปถึง 7 ประตู ยิงคืนได้แค่ลูกเดียวจาก ธีรศิลป์ แดงดา ครั้งล่าสุดที่พบกันคือฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ในปี 2011 ที่ศุภชลาศัย เป็น เบร็ตต์ โฮลแมน ที่ทำประตูชัยให้ “ซอคเกอร์รูส์” ชนะไป 1-0
เมื่อเทียบกับทั้ง 4 ทีมที่ผ่านมา สไตล์การเล่นของออสเตรเลียน่าจะแตกต่างออกไปแบบชัดเจน นั่นคือการเน้นในเรื่องพละกำลัง และความแข็งแกร่งของร่างกายเป็นหลัก รวมถึงจุดเด่นในเรื่องลูกกลางอากาศ แม้จะไม่มี โทมี ยูริช ศูนย์หน้าจาก เอฟซี ลูเซิร์น ที่บาดเจ็บ แต่ชื่อชั้นของผู้เล่นที่เล่นในลีกชั้นนำยุโรป อย่าง ไมล์ เยดินัค กองกลางกัปตันทีมจาก แอสตัน วิลลา มิลอส เดเกเน็ค จาก 1860 มิวนิค, ร็อบบี ครูส จาก เลเวอร์คูเซน หรือ แอรอน มูย จากฮัดเดอร์สฟิลด์ ก็พร้อมสร้างปัญหาให้แนวรับของไทยได้ตลอด
การเตรียมเก็บตัวของ “ช้างศึก” ที่กิเลน วัลเลย์ ตลอดระยะเวลากว่าสองสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงเน้นหนักไปที่การรับมือกับลูกเซตพีซ และลูกกลางอากาศเป็นหลัก
กู้ศรัทธา
ด้วยปัจจัยหลายๆด้าน คงต้องยอมรับความจริงว่าเกมกับออสเตรเลีย โอกาสที่ “ช้างศึก” จะมีแต้มติดมือ คงเป็นเรื่องยากยิ่งกว่ายาก
กระนั้น ยอดขายตั๋วเข้าชมที่ราชมังคลากีฬาสถาน ก็ยังเป็นไปด้วยดี ภายหลังสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ อนุญาตให้เข้าชมและสามารถทำกิจกรรมเชียร์ได้ตามปกติ นั่นแสดงให้เห็นว่าแม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์หนาหูในช่วงที่ผ่านมา แต่ทุกคนก็พร้อมจะให้การสนับสนุนทีมชาติไทยเหมือนที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ทุกคนก็คงหวังจะเห็น “ความเปลี่ยนแปลง” เกิดขึ้นในสนามบ้าง เพราะต่อให้ไม่สามารถเอาชนะ ออสเตรเลีย ได้ แต่หากทีมชาติไทยชุดนี้แสดงให้เห็นว่ากำลังก้าวไปข้างหน้า ด้วยแผนการเล่นที่ผ่านการขัดเกลามาแล้วของหัวหน้าผู้ฝึกสอน รวมถึงความมุ่งมั่นที่แสดงออกของผู้เล่น อย่างน้อย ก็น่าจะเรียกศรัทธาจากกองเชียร์ “ช้างศึก” กลับมาได้
เพราะนั่นหมายถึงบทเร่ียนที่ทั้งหัวหน้าผู้ฝึกสอน และนักเตะได้รับจากความพ่ายแพ้ทั้ง 4 นัด ไม่ใช่เรื่องสูญเปล่า





