วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'จอนิ โอ่โดเชา' ปราชญ์ปกาเกอะญอทอเสื้อดำ แสดงความอาลัยร.9

"จอนิ โอ่โดเชา" ปราชญ์ปกาเกอะญอสุดเศร้า ทอเสื้อสีดำ ใส่เป็นคนแรกของเผ่า เพื่อแสดงความไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านหนองเต่า ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ นายจอนิ โอ่โดเชา ปราชญ์ปกาเกอะญอ ผู้ได้รับการยกยอให้เป็นนักปราชญ์แห่งขุนเขา หรือปราชญ์ป่า 7 ชั้น ผู้เคยรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทั้งหมด 5 ครั้ง ขณะเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยือนราษฎรชาวไทยภูเขา โดยนายจอนิโอ่โดเชาได้แสดงความไว้อาลัยด้วยการถวายบทกลอนดั่งเดิม ซึ่งได้ร้องเป็นเพลงให้แก่พระองค์ท่าน โดยเนื้อกลอนนั้นมีความหมายว่า “ไม่ว่าใครจะให้ร้าย หรือมาทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงก็ไม่มีผลต่อความดีที่เคยทำไว้ เพราะสุดท้ายแล้ว นามและความดีงาม จะถูกจารึกสืบไป”

นายจอนิ โอ่โดเชา ปราชญ์ปกาเกอะญอ เล่าให้ฟังว่า ครั้งแรกที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาเยือนนั้น คือที่บริเวณบ้านม้ง ดอยอินทนนท์ ทุกคนในหมู่บ้านของเป่าปกาเกอะญอในสมัยนั้นต่างไปต้อนรับท่าน โดยตนได้นำกล้วยไม้ติดมือไปด้วย เพื่อไปมอบให้แก่พระองค์ท่าน และในครั้งนั้น พระองค์ท่านทรงตรัสถามตนว่า “กล้วยไม้นี้พันธุ์อะไร” ซึ่งตนพูดอะไรไม่ออก และจากนั้นพระองค์จึงเดินจากไปเพื่อรับสิ่งของจากคนอื่นๆ ต่อ และในครั้งที่ 2 เสด็จมาที่บริเวณป่าสน ศูนย์จัดการต้นน้ำที่ 5 บ้านขุนวาง ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ครั้งนั้นตนได้ไปต้อนรับพระองค์ท่านเช่นกัน และได้กับผูกข้อไม้ข้อมือตามหลักพิธีของเผ่าปกาเกอะญอเพื่อเรียกขวัญ และในครั้งที่ 3 พระองค์ท่านได้เสด็จมาเยือนที่หมู่บ้านหนองเต่า โดยชาวบ้านได้มีการจัดเตรียมไก่ 1 คู่ เหล้า 1 ขวด เพื่อทำพิธีเรียกขวัญให้แก่พระองค์ท่าน และเป็นอีกครั้งที่ตนได้ผูกข้อไม้ข้อมือให้กับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

นายจอนิ เล่าต่อไปว่า ตั้งแต่พระองค์ท่านเสด็จมา ถนนหนทาง การคมนาคม การปลูกพืชไร่ พืชผลทางการเกษตรพัฒนาไปจากเดิมมาก แตกต่างจากเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง และไม่เพียงแต่ที่บ้านหนองเต่าเท่านั้น แต่หลายที่หลายแห่งในเชียงใหม่และทั่วประเทศมีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน และรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ เพราะพวกตนเป็นชาวป่าชาวเขา แต่พระองค์ท่านยังให้ความสำคัญและทรงเสียสละเสด็จทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของราษฎรถึงหมู่บ้านที่ห่างไกลความเจริญ ซึ่งที่บ้านหนองเต่า พระองค์ท่านเสด็จมาแล้ว 2 ครั้ง เป็นความโชคดีของหมู่บ้านที่พระเจ้าแผ่นดินได้เสด็จมาเยือนและทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรดีขึ้น 

ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราชย์ ครบ 50 ปี คนมากมายต่างคิดหาวิธีถวายในสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อพระองค์ท่าน ด้วยกิจกรรมต่างๆ มากมาย ซึ่งพวกเราชาวเป่าปกาเกอะญอและชาติพันธุ์ ด้วยความที่เกิดและโตอยู่กับป่าเขา จึงถวายพระองค์ท่านด้วยการบวชป่า 50 ล้านต้น ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ กระทั่งมาถึงต้นที่ 50 ล้านคือ ในพื้นที่ป่าของบ้านหนองเต่า ต.แม่วิน อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ รวมพื้นที่อนุรักษ์ป่ามากถึง 4,000 ไร่ 

ประกอบกันนั้น ช่วงที่ทราบข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต คนในหมู่บ้านต่างโศกเศร้าเสียใจไปตามๆ กัน ตนเองเสียใจไม่น้อยได้แต่ภาวนาให้พระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย และได้ให้ภรรยาและลูกๆ ช่วยกันทอเสื้อสีดำ เพื่อแสดงความไว้อาลัยแด่พระองค์ท่าน ทั้งนี้ชนเผ่าปกาเกอะญอ ไม่ใส่เสื้อผ้าสีดำ เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ใส่เสื้อสีดำ ทุกอย่างที่ทำก็เพื่อถวายเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ทรงทำให้พวกเราชาวเผ่าปกาเกอะญอและเหล่าชาติพันธุ์

นายจอนิ กล่าวอีกว่า เป็นประสบการณ์และความรู้สึกที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  ครั้งเสด็จเยือนพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดูความเป็นอยู่ของราษฎร และเล็งเห็นความสำคัญถึงการใช้น้ำในพื้นที่ โดยเฉพาะการใช้น้ำเพื่อด้านการเกษตรบนพื้นที่สูง จึงได้รับสั่งดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยตอง ขนาดความจุ 310,000 ลูกบาศก์เมตร ถือเป็นหนึ่งในโครงการตามแนวพระราชดำริที่เป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดไม่ได้ที่มีต่อชาวไทยภูเขานับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

พระองค์ท่านไม่เพียงแต่ส่งเสริมส่งเสริมให้ชาวบ้าน ยกเลิกการปลูกฝิ่นและหันมาปลูกพืชทดแทน อาทิ ถั่วแมคคาเดเมีย, กาแฟ และอะโวคาโด้ แต่ยังได้มอบพระราชดำริถึงการให้ราษฎรชาวไทยภูเขา ได้ใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานแห่งความพอเพียง ประกอบอาชีพที่สุจริต พร้อมกันนั้นยังส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนได้สร้างบ่อเก็บน้ำขนาดเล็กเอาไว้ใช้ยามหน้าแล้งประจำแต่ละบ้าน เนื่องจากทรงเห็นว่า ที่บ้านหนองเต่านั้นและพื้นที่ใกล้เคียงนั้น พืชผลทางการเกษตรไม่สามารถเติบโตได้ดีในฤดูแล้ง กลายเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันที่สุดไม่ได้ต่อราษฎร ที่พระองค์ทรงเห็นความสำคัญของชาวไทยภูเขา กลายเป็นความประทับใจตราบนานเท่านาน