วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ซิลวิโอ กาซซานิกา' ผู้รังสรรค์โทรฟีทองคำ

เช้ามืดในวันแรกของเดือนพ.ย. โลกลูกหนังได้รับข่าวการจากไป ของอีกหนึ่งบุคคลสำคัญ

 เมื่อ ซิลวิโอ กาซซานิกา (1921-2016) จากโลกนี้ไปอย่างสงบ ที่บ้านในเมืองมิลาน ขณะอายุได้ 95 ปี

“ท่านแค่ไม่ตื่นขึ้นมา... ท่านหลับไปแบบเงียบๆ” จอร์โจ บุตรชายของ กาซซานิกา กล่าวแต่เพียงสั้นๆ ถึงการจากไปอย่างสงบของประติมากรชาวอิตาเลียน ผู้อยู่เบื้องหลัง “เวิลด์คัพ โทรฟี” ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

ชูลส์ ริเมต์ โทรฟี

โทรฟีใบแรกสำหรับ ฟีฟ่า เวิลด์คัพ ซึ่งใช้กันมาตั้งแต่ปี 1930 มีชื่อดั้งเดิมว่า “วิคทอรี” (Victory) ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น ชูลส์ ริเมต์ (Jules Rimet) ในปี 1946 เพื่อเป็นเกียรติแก่อดีตประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ผู้ผลักดันให้เกิดการแข่งขันฟุตบอลโลกขึ้น 

ถ้วยใบดังกล่าวออกแบบโดย อเบล ลาฟลัวร์ เป็นรูปทรงของ “ไนกี” เทพธิดาแห่งชัยชนะจากยุคกรีกโบราณ ทำจากเงินและทอง ส่วนฐานทำจากหินสีน้ำเงิน (ลาพิส ลาซูลี) หนัก 3.8 กิโลกรัม สูง 38 เซนติเมตร สลักชื่อ 9 ประเทศที่ได้แชมป์ ระหว่างปี 1930-1970

ถ้วย ชูลส์ ริเมต์ ถูกมอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ของ บราซิล โดยสมบูรณ์ ภายหลังทีม “เซเลเซา” ได้ครองแชมป์โลกสมัยที่ 3 เป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ เมื่อปี 1970 

1 ใน 53

เมื่อถ้วยใบแรกตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบราซิล ฟีฟ่า จำเป็นต้องสรรหาโทรฟีใบใหม่สำหรับแชมป์โลกรายต่อไป

เซอร์ สแตนลีย์ เราส์ อดีตประธานฟีฟ่า พร้อมด้วยคณะบุคคลผู้เชี่ยวชาญ ได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการพิเศษ ณ สำนักงานใหญ่ของฟีฟ่า ที่นครซูริค เมื่อเดือนเม.ย. 1971 เพื่อสรรหาบุคคลที่เหมาะสมสำหรับงานออกแบบถ้วยแชมป์โลกใบใหม่ 

ประติมากรทั่วโลกจาก 25 ชาติ ร่วมเสนอแบบร่างสำหรับโทรฟีแชมป์โลก ให้คณะกรรมาธิการพิเศษพิจารณา ถึง 53 แบบ ก่อนจะได้ข้อสรุปที่ถ้วยจากการออกแบบของ ซิลวิโอ กาซซานิกา จากเมืองมิลาน

“ในการสร้างสัญลักษณ์สากล ที่ว่าด้วยกีฬาและความเป็นอันหนึ่งอันเดียว ผมได้แรงบันดาลใจจากสองสิ่ง คือนักกีฬาที่กำลังฉลองชัยชนะ และโลก ผมอยากสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นตัวแทนของความสำเร็จ ขณะเดียวกัน ก็แสดงออกถึงความกลมเกลียว เรียบง่าย และสันติภาพในเวลาเดียวกัน งานชิ้นนี้ควรมีเส้นที่เด่นชัด และสะท้อนถึงชัยชนะของนักฟุตบอล แต่ปราศจากอัตตาของพลังเหนือธรรมชาติ” 

​แนวคิดข้างต้น คือที่มาของ ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ โทรฟี ซึ่งทำจากทองคำ 18 กะรัต ในรูปทรงของผู้เล่นสองคนฉลองชัยด้วยการชูมือ และลูกโลกที่อยู่บนบ่าของคนทั้งสอง แต่ กาซซานิกา ก็รู้ดีว่าดีไซน์ของตน เป็นเรื่องยากเกินกว่าจะอธิบายด้วยคำพูดหรือหน้ากระดาษ จึงเป็นที่มาของการนำเสนอแบบจำลองที่หล่อด้วยปูนปลาสเตอร์ ต่อคณะกรรมาธิการพิเศษของ ฟีฟ่า

“คณะกรรมาธิการรับรู้ได้ทันที เมื่อได้สัมผัสถ้วยต้นแบบ ถ้วยใบนี้ทั้งเหมาะมือและสวยงามเมื่อชูขึ้นเหนือศีรษะ งานของพ่อเป็นสัญลักษณ์สากล” จอร์โจ บุตรชายของ กาซซานิกา กล่าวถึงถ้วยใบดังกล่าว 

ขณะที่ในมุมของผู้เล่น คาฟู กัปตันทีมชาติบราซิลชุดแชมป์โลก 2002 กล่าวถึงถ้วยใบนี้ว่า “นี่เป็นโทรฟีที่ทำให้ผมรู้สึกภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตนักกีฬา”  

มิสเตอร์ คัพส์

“เชรา แปร์ซา” หรือการหล่อแบบขี้ผึ้ง คือเทคนิคในการสร้างสรรค์ถ้วยใบใหม่นี้ขึ้น แม้ ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ โทรฟี จะมีลักษณะเป็นโพรงด้านใน แต่ถ้วยความสูง 36.8 เซนติเมตรใบนี้ ก็มีน้ำหนักถึง 6,175 กรัม (หากเป็นทองคำทั้งหมด อาจหนักไม่ต่ำกว่า 70-80 กิโลกรัม) ส่วนฐานประดับด้วยมรกต และด้านล่างถูกเว้นไว้สำหรับสลักชื่อแชมป์โลกทุกทีมตั้งแต่ปี 1974 เรื่อยมาถึงปัจจุบัน

ในการประกวดครั้งนี้ ฟีฟ่า ตั้งเงื่อนไขไว้ว่าผู้ชนะจะไม่ได้ถือสิทธิ์ในชิ้นงาน ด้วยเหตุนี้ กาซซานิกา จึงไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆในเชิงลิขสิทธิ์จากมาสเตอร์พีซชิ้นนี้เลย 

แต่ในทางกลับกัน ชื่อเสียงที่เจ้าตัวได้รับจากงานชิ้นนี้ ก็เป็นใบเบิกทางชั้นดีที่ทำให้เจ้าตัวมีโอกาสแสดงฝีมือและจินตนาการครั้งแล้วครั้งเล่า

“ท่านได้รับการชดเชยด้วยงานจำนวนมาก จนท่านกลายเป็น ‘มิสเตอร์ คัพส์’ (Mr. Cups) ไปโดยปริยาย” จอร์โจ กล่าวถึงงานออกแบบโทรฟีมากมายที่ผู้พ่อได้รับโอกาสในเวลาต่อมา ทั้งถ้วยแชมป์ ยูฟ่า คัพ, ยูโรเปียน ซูเปอร์คัพ ถ้วยชิงแชมป์โลกอื่นๆ อาทิ เบสบอล, วอลเลย์บอล, บอบสเล ฯลฯ และเหรียญรางวัลสำหรับรายการระดับนานาชาติอีกนับไม่ถ้วน รวมถึงเกียรติยศครั้งสำคัญคือการได้รับมอบหมายจากรัฐบาลอิตาลี ในการสร้างโทรฟีที่ระลึกครบรอบ 150 ปี การรวมชาติของอิตาลี เมื่อปี 2011

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมา ก็ยังไม่มีถ้วยใบไหนเป็นที่จดจำมากเท่ากับผลงานในปี 1971 ซึ่งจะยังคงถูกใช้งานไปจนถึงปี 2038 เมื่อพื้นที่สำหรับสลักชื่อแชมป์โลกถูกเติมเต็ม

“หากผมต้องออกแบบถ้วยใบนี้อีกครั้ง ผมคงจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น การที่ถ้วยใบนี้ยังถูกใช้งานจนปัจจุบันในโลกที่แฟชั่นเดินหน้าไปตลอดเวลา คือสิ่งที่ตอกย้ำความงดงามและความเป็นสากลของมัน” ซิลวิโอ กาซซานิกา กล่าวถึงผลงานมาสเตอร์พีซของตน