วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รู้เท่าทัน “ฆาตกรต่อเนื่อง”

เหตุฆาตกรรมคนเก็บของเก่าด้วยวิธีมัดมือไพล่หลัง แล้วใช้ของมีคมแทงและปาดคอ ซึ่งพบศพเพิ่มจาก 3 ศพเป็น 4 ศพ

ทำให้กระแสเรื่อง “ฆาตกรต่อเนื่อง” ร้อนแรงขึ้นมาอีก

ผู้ต้องหารายเดียวที่ถูกจับกุมได้ในขณะนี้ คือ นายจิมมี่ ชาวเมียนมาวัย 20 ปี แต่หลักฐานที่มัดตัวเขายังมีแค่บางเหตุการณ์เท่านั้น ไม่ใช่เหตุฆาตกรรมทั้งหมด

คำว่า “ฆาตกรต่อเนื่อง” ในทางอาชญาวิทยาได้รับการอธิบายจาก ร.ต.อ.ดร.จอมเดช ตรีเมฆ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านนี้จากมหาวิทยาลัยรังสิตว่า หมายถึงผู้ที่ก่อเหตุฆ่าผู้อื่นด้วยลักษณะร่วมกัน 4 ประการ คือ

1.ใช้วิธีการฆ่าเหมือนกันทุกราย 2.เป็นการฆ่าที่ไม่มีเหตุผล เหยื่อกับฆาตกรอาจไม่มีความเชื่อมโยงหรือสัมพันธ์กันเลย 3.สิ่งที่เชื่อมโยงกันคือแผนประทุษกรรม กับบุคลิกลักษณะของเหยื่อ

และ 4.เป็นกลุ่มคนที่มีปัญหาทางจิต แต่ไม่ได้เป็นโรคจิตหรือจิตเภทที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ เพียงแค่มีความผิดปกติทางจิตใจเท่านั้น

ฉะนั้นฆาตกรต่อเนื่องจะอ้างความผิดปกติทางจิต เพื่อยกเว้นโทษไม่ได้!

“ฆาตกรต่อเนื่องไม่ใช่ผู้ป่วยจิตเภท เพราะว่าผู้ป่วยจิตเภท เมื่อกระทำผิด ศาลจะไม่ลงโทษ เนื่องจากไม่รู้ตัวขณะกระทำผิด (ในทางกฎหมายเรียกว่าการกระทำโดยไม่รู้สำนึก หมายถึงไม่มีเจตนา) ไม่มีความรู้สึกว่าตนเองกำลังกระทำผิดอยู่ และไม่ได้วางแผนการกระทำ”

“แต่ฆาตกรต่อเนื่องจะใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ แต่ความไม่ปกติจะปรากฏออกมาเมื่อมีสิ่งกระตุ้นประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก แล้วจึงแสดงอาการ แต่ก็เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ถือเป็นภาวะชั่วคราว จึงถือว่าต้องรับโทษจากการกระทำ” นักอาชญาวิทยาจากมหาวิทยาลัยรังสิต อธิบาย

คำถามที่น่าสนใจคือ เหตุผลอะไรที่ทำให้คนคนหนึ่งกลายเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ร.ต.อ.ดร.จอมเดช บอกว่า เหตุผลเป็นเรื่องที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของคนคนนั้นตั้งแต่วัยเด็ก จากการศึกษาวิจัยในต่างประเทศ พบว่าปมในใจมักเกิดขึ้นก่อนที่บุคคลผู้นั้นจะอายุ 12 ปี

“เพราะเมื่อโตขึ้นแล้ว แต่ละคนจะมีสภาพแวดล้อมรอบตัวที่ขัดเกลาหรือป้องกันเราไม่ให้แสดงออก แต่เมื่อภาวะจิตใต้สำนึกถูกกระตุ้น ก็จะแสดงอาการผิดปกติออกมา ซึ่งอาการที่ว่านี้ไม่จำเป็นต้องไปฆ่าคนเท่านั้น แต่ยังแสดงออกมาได้หลายทางที่มีความรุนแรงน้อยกว่าการฆ่า เช่น การทรมานตัวเอง เก็บตัว ต่อต้านสังคม ไปจนถึงฆ่าตัวตาย”

นักอาชญาวิทยาซึ่งเคยรับราชการเป็นตำรวจมาก่อน อธิบายต่อว่า จากการศึกษาพบว่าปมในใจที่ส่งผลมากที่สุดที่ทำให้คนคนหนึ่งมีอาการทางจิตและเป็นฆาตกรต่อเนื่อง คือการถูกทอดทิ้งในวัยเด็ก แต่การศึกษาฆาตกรต่อเนื่องต้องแยกเป็นกรณีๆ ไป เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์ถูกกระทำไม่เหมือนกัน

“หากมองในมุมนี้ การเป็นฆาตกรต่อเนื่อง จึงถือเป็นความผิดพลาดทางสังคม เรียกว่า social disorganization ด้วย นั่นหมายถึงชนชั้นล่าง ชั้นแรงงาน พวกที่ได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม จะมีโอกาสเป็นฆาตกรต่อเนื่องมากกว่า” 

สำหรับการสังเกตฆาตกรต่อเนื่องนั้น ร.ต.อ.ดร.จอมเดช บอกว่า ไม่มีทางรู้ได้เลย รู้ยากมาก แต่คนคนหนึ่งที่มีภาวะผิดปกติทางจิต สังเกตง่ายๆ ในทางอาชญาวิทยา คือ นอนไม่หลับ นอนไม่เป็นเวลา ใช้วงจรชีวิตผิดจากคนปกติ

วิธีการป้องกันทำได้ไม่มาก คำแนะนำกว้างๆ คืออยู่ให้ห่างจากคนพวกนี้ เพราะไม่รู้ว่าตัวเราเข้าข่ายเป็นแรงกระตุ้นของเขาหรือไม่ จึงต้อง ไม่เอาตัวเข้าไปอยู่ในความเสี่ยง ทั้งวัน เวลา และสถานที่

“เราจะรู้ว่าคนคนหนึ่งเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ก็ต่อเมื่อเขาได้ก่อเหตุไปแล้ว” ร.ต.อ.ดร.จอมเดช สรุป

สำหรับประเทศไทย แม้ไม่มีกฎหมายบอกว่าฆาตกรต่อเนื่องต้องรับโทษจากการกระทำมากกว่าฆาตกรธรรมดา และไม่ได้มีกฎหมายระบุโทษไว้เฉพาะสำหรับฆาตกรต่อเนื่องก็ตาม แต่ฆาตกรต่อเนื่องก็จะได้รับโทษสูงกว่าปกติอยู่แล้ว เนื่องจากการลงโทษนับตามจำนวนครั้งที่กระทำ ภาษากฎหมายเรียก “กรรม” 

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร จากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลคล้ายๆ กันว่า การเฝ้าระวังฆาตกรต่อเนื่องเป็นเรื่องยาก ส่วนใหญ่ดูไม่ออก เพราะลักษณะอาการก็เหมือนคนปกติทั่วไป ที่อาจแตกต่างบ้างคือเก็บตัว ไม่เข้าสังคม แต่ฆาตกรต่อเนื่องจะมีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะในการก่อเหตุ ซึ่งก็คือกลุ่มที่จะกระตุ้นภาวะจิตใต้สำนึกของเขานั่นเอง

“การเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ไม่ใช่เหตุผลความผิดปกติของฮอร์โมน การรักษาด้วยยาจึงทำไม่ได้ ต้องบำบัด ต้องเก็บข้อมูล และรักษาจากประวัติของแต่ละคน เนื่องจากไม่รู้ว่าจิตใจถูกกระทำอย่างไรมาบ้าง และอะไรคือสิ่งเร้าความรู้สึกของเขา” พญ.พรรณพิมล กล่าว

จากการตรวจสอบของ “ทีมล่าความจริง” พบว่า สถิติฆาตกรต่อเนื่องของไทยมีค่อนข้างน้อย ในต่างประเทศพบมากกว่า จึงรู้เท่าทันปัญหานี้ มีการตรวจสุขภาพจิตเด็กกลุ่มเสี่ยงทุกคน แต่สำหรับบ้านเรา แม้แต่ผู้ต้องหาหรือจำเลยหลายคนที่ติดคุกชดใช้กรรมอยู่จากการฆ่าในลักษณะต่อเนื่อง แต่กลับไม่มีการตรวจสภาพจิตหรือภูมิหลังเพื่อนำมากำหนดมาตรการป้องกันแต่อย่างใด