ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา คงไม่มีข่าวอะไรที่จะทำให้วงการฟุตบอลเมืองไทย
สะเทือนไปทั้งระบบ เมื่อสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ออกหนังสือแจ้งเรื่องงดจ่ายเงินสนับสนุนให้สโมสร เพื่อต้องการเก็บเงินไว้จ่ายสรรพากร ที่กล่าวว่าค้างมาจากการบริหารงานของคณะกรรมการชุดก่อน เรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตเช่นกัน
ย้อนหลังไปเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะราษฏร์ จึงทำให้คณะฟุตบอลแห่งสยาม หรือสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ในปัจจุบัน ต้องบริหารงานด้วยความยากลำบาก เนื่องจากเป็นองค์กรที่เกิดจากรัชกาลที่ 6 และอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของรัชกาลที่ 7 ดังนั้นการช่วยเหลือด้านการเงินจึงชะงักลง นอกจากไม่ได้รับเงินจากภาครัฐสมัยนั้นอยู่แล้ว
จนประมาณปี พ.ศ. 2492 เจ้าพระยามรามราฆพ (มล.เฟื้อ พึ่งบุญ ณ อยุธยา) นายกคนแรกของสมาคมฯ (พ.ศ. 2459 - 2462) พึ่งกลับมาจากประเทศอังกฤษ ได้หารือกับ ม.ร.ว.สมาคม กิติยากร นายกสมาคมฟุตบอลฯ (พ.ศ. 2490 - 2494) ก่อนเข้าพบรัฐบาล เพื่อขอความช่วยเหลือด้านกฎหมาย ทำให้สมาคมฟุตบอลฯ ยังคงบริหารงานต่อไปได้ หลังจากหยุดกิจกรรมต่างๆ มานานกว่า 10 ปี โดยมีการขายไม้ของอาคารสำนักงานและอื่นๆ เพื่อเป็นเงินชำระค่าสมาชิกย้อนหลังให้กับ ฟีฟา และเสียภาษีให้รัฐบาลสยาม หนังสือพิมพ์ยุคนั้น จึงเรียกเจ้าพระยารามราฆพ ว่า “อัศวินม้าขาว” ของวงการกีฬาฟุตบอลไทย
ต่อมา ในสมัย พล.ต.ต. ต่อศักดิ์ ยมนาค เป็นนายกสมาคมฯ (พ.ศ. 2504- 2516) ด้วยการบริหารองค์กรที่มีวิสัยทัศน์และหลักคุณธรรม โดยมี มรว.แหลมฉาน หัสดินทร เป็นเลขาสมาคม ในยุคที่ ฟีฟา ยังห้ามการรับความช่วยเหลือต่างๆ จากสปอนเซอร์ “ลุงต่อ” จึงจัดฟุตบอลการกุศลและอุ่นเครื่องระหว่างทีมกรุงเทพผสม กับทีมจากต่างประเทศ พร้อมเก็บค่าผ่านประตู อีกทั้งจะหักเงินรางวัลของทีมชาติไทยที่เข้าแข่งขันทุกรายการไว้ครึ่งหนึ่ง เพื่อนำเก็บเข้าสมาคมฯ
จนการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งเอเชีย ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2504 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ สามารถเก็บค่าผ่านประตูตลอดทัวร์นาเม้นท์ได้กว่า 2 ล้านบาท ทำให้สมาคมฟุตบอลฯ ถึงกับประกาศต่อสาธารณชนว่าสมาคมฟุตบอลฯ หมดหนี้สินแล้วอย่างสิ้นเชิง พร้อมกับมีเงินไปซื้อที่ดิน เพื่อเตรียมสร้างสนามฟุตบอลของทีมชาติไทยอย่างถาวรที่บางนา ก่อนที่ทีมชาติไทยจะต่อยอดด้วยการเข้ารอบสุดท้ายของฟุตบอลโอลิมปิก เมื่อ พ.ศ. 2511
จากบทเรียนต่างๆ ที่ผ่านมา เราจักเห็นได้ว่าสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 100 ปี สิ่งหนึ่งที่คนฟุตบอลไทยสมัยก่อนมักกล่าวกันไว้ คือถ้าเรามีเงินบริหารมากกว่านี้ เรื่องพัฒนาทุกระบบของฟุตบอลจะดีกว่าที่เป็นอยู่ ยังเป็นเสมือนภาพลวงตาหรือไม่
เนื่องจากปัจจุบันมีข้อมูลระบุว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมานั้น สมาคมฟุตบอลฯ มีส่วนกับเงินทุนหมุนเวียนและผลประโยชน์ประมาณ 90 - 10,000 ล้านบาท ที่ได้จากภาคส่วนต่างๆ หากแต่ยังคงขาดการบริหารงานองค์กรที่ดี ดังเช่นยุคที่เคยเป็นความภาคภูมิใจของคนลูกหนังไทย หรือไม่?





