วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตร.ภ.5 แถลงผลงานบุกจับสถานบันเทิงแฝง 'ค้ากาม' รายใหญ่

ตร.ภ.5 แถลงผลงานบุกจับสถานบันเทิงแฝง "ค้ากาม" รายใหญ่ 2 แห่งในเชียงใหม่ พบตระกูลดังเจ้าของคาราโอเกะ 7 แห่ง ถูกหมายจับ อยู่ระหว่างหลบหนี

เมื่อเวลา 09.00น.วันนี้ (23 ก.ย.) ที่ห้องประชุม1 กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค5 พล.ต.ต.ทรงธรรม อัลภาชน์ รอง ผบช.ภ.5 ร่วมกับ น.ส.วราณี วงศ์ประจวบลาภ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จ.เชียงใหม่ ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลการปฏิบัติงานด้านการป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ในพื้นที่รับผิดชอบของ ตำรวจภูธรภาค5 ประจำปี 2559 ในห้วงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-23 กันยายน 2559 รวม 9 เดือน สามารดำเนินการจับกุม ตาม พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ได้จำนวน 26 คดี ผู้ต้องหา 30 คน และมีผู้เสียหายจำนวน 47 ราย แบ่งเป็นพื้นที่ ภูธรจังหวัดเชียงใหม่ 18 คดี,ภูธรจังหวัดเชียงราย 6 คดี,ภูธรจังหวัดพะเยาและภูธรจังหวัดแพร่ อย่างละ 1 คดี ขณะที่รูปแบบการค้ามนุษย์ แบ่งเป็นการค้าประเวณี 22 คดี การแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น 2 คดี การผลิตหรือเผยแพร่สื่อลามก 1 คดี และคดีขูดรีด 1 คดี

พล.ต.ต.ทรงธรรม เปิดเผยว่า ตำรวจภูธรภาค 5 ได้ดำเนินการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์อย่างจริงจังต่อเนื่อง โดยเฉพาะมุ่งเป้ากวาดล้างการค้าประเวณีในเด็กและเยาวชน ซึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เมืองท่องเที่ยวชื่อดังก็ทราบว่ามีสถานประกอบการที่พฤติการณ์แอบแฝง ลักลอบค้าประเวณีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งจากการติดตามสืบสวนและตรวจสอบจับกุมพบว่าบ่อยครั้งที่เป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี จากการกวดขันอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมเครือข่ายขบวนการ และผู้ต้องหารายสำคัญได้จำนวน 2 คดีใหญ่

คดีแรก สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2559 เจ้าหน้าที่ได้จับกุม น.ส.ศรสวรรค์ อัครกิตติพร ผู้ดูแลร้านคาราโอเกะชื่อโซไนท์ ตั้งอยู่ที่ ถนนศรีดอนชัย ต.ช้างคลาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ หลังจากได้รับร้องเรียนว่ามีพฤติการณ์รับเด็กหรือเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้ามาทำงานภายในร้านดังกล่าวจึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันเข้าร่วมตรวจสอบ และพบผู้เสียหายเป็นเด็กสาวที่ถูกล่อลวงมาค้าบริการ 3 ราย จึงได้มีการสั่งปิดสถานบันเทิงดังกล่าว ก่อนที่ผู้เสียหายจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีเพื่อนเคยทำงานอยู่ร้านชื่อโรสคลับ ในตัวเมืองเชียงใหม่ซึ่งถูกบังคับให้ค้าประเวณีเช่นเดียวกัน จึงได้ขยายผลเข้าตรวจสอบกระทั่งสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ได้อีก 1 ราย ก่อนจะนำผู้เสียทั้งหมด เข้าคุ้มครองชั่วคราวที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อฟื้นฟูเยียวยา และคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมาย

จากการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมพบว่า ร้านคาราโอเกะที่ได้ดำเนินการจับกุมตรวจสอบดังกล่าว มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับร้านคาราโอเกะในเครือข่ายของนายบอส ทราบชื่อว่านายบุญยสิทธ์ รุ่งธนเกียรติ ซึ่งมีทั้งหมด 7 แห่งในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ คือร้านไออิ,ร้านกู๊ดไทม์หรือพิงค์เลดี้,ร้านกินรีหรือไวโอลิน,ร้านเชอรี่เบล และร้านคลีโอ(ถูกปิดไปก่อนหน้านี้แล้ว),ร้านโรสคลับและร้านโซไนท์(ถูกตรวจสอบและสั่งปิดล่าสุด) โดยมีนายสืบพงษ์ เหนะ เป็นผู้ดูแล ซึ่งแต่ละร้านจะมีพนักงานหญิง ที่เรียกว่า มาม่า หรือมาม่าซัง คอยควบคุมดูแลให้หญิงสาวขายบริการทางเพศ ก่อนที่ชุดสืบสวนจะพบพยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่า นายบุญสิทธิ์ กับพวกรวม 9 คน เป็นผู้ร่วมขบวนการกระทำความผิดอันเป็นลักษณะเข้าข่ายองค์กรอาชญากรรม ตาม พ.ร.บ.ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 และพ.ร.บ.ปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ พบว่าร้านคาราโอเกะทั้ง 4 ร้านในเครือข่ายมีพฤติการณ์ลักลอบค้าประเวณีและบริการทางเพศจริง โดยสามารถช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 7 คน ซึ่งปัจจุบันได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 จากการอนุมัติของผู้ว่าฯ เรียบร้อยแล้ว ขณะที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาในเครือข่ายขบวนการดังกล่าวได้จำนวน 6 ราย อาทิ นายสืบพงษ์ เหนะ ผู้ควบคุมดูแลกิจการทั้งหมด,นายราชันย์ แช่มั่ว ผู้ประกอบกิจการ ร้านโรสคลับ,น.ส.ภัทรานิษฐ์ อัปสรณ์ศิริ มาม่าร้านโรสคลับ,น.ส.ศรัญญา แข่ลีซอ มาม่าร้านโรสคลับ,นางหทัยทิพย์ ทายดี มาม่าร้านร้านกินรี และร้านเชอรี่เบล และน.ส.รินทรี จิตอธิศีล ทำหน้าที่จ่ายเงินให้แก่เด็กที่ขายบริการทางเพศ ร้านไออิ

ขณะที่มีผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการติดตามจับกุมอีก 3 รายอาทิ นายบุญยสิทธ์ รุ่งธนเกียรติ ผู้บงการสูงสุด พร้อมหมายจับ 3 หมาย,นายสุเทพ สิงหบุตร ผู้ควบคุมพนักงานเสิร์ฟร้านไออิ และMrs.Nan Noon Laung มาม่าซังร้านไออิ สัญชาติเมียนมา และได้สั่งปิดกิจการสถานบริการทั้งหมดแล้ว ซึ่งจะได้มีการติดตามจับกุมตัวอย่างเข้มข้นรวมทั้งสืบสวนขยายผลหาตัวกลุ่มขบวนการที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ ค้าประเวณี และล่อลวงเด็กต่ำกว่า 18 ปีเพื่อค้าประเวณีอย่างเข้มข้นต่อไป

ส่วนคดีที่ 2 สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับร้องเรียนว่า ร้านบางแสน1 ที่ตั้งอยู่บริเวณ ถนนเจริญราษฎร์ ต.วัดเกตุ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีพฤติการณ์รับหญิงสาวอายุต่ำกว่า 18 ปี และเกิน 18 ปี เข้ามาทำงานโดยมีการแต่งกายโป๊เปลือย เต้นโชว์ยั่วยวนลูกค้า (โคโยตี้) รวมทั้งสงสัยว่าจะมีการบริการทางเพศแอบแฝง จึงได้สั่งการให้ชุด ชป.พดส.ภ.5 ร่วมกับเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจ.เชียงใหม่ และทีมสหวิชาชีพ เข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา เวลา 00.30น. โดยพบว่าสถานบริการดังกล่าวเปิดบริการเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ภายในร้านยังมีลูกค้าใช้บริการ และมีพนักงานคอยบริการอยู่จำนวนมาก ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าสถานบันเทิงดังกล่าวกลับไม่มีใบอนุญาตขอประกอบกิจการสถานบันเทิงแต่อย่างใด

นอกจากนั้นยังพบแผ่นป้ายโฆษณาเป็นภาษาอังกฤษ ที่แปลเป็นไทยได้ว่า พนักงานโคโยตี้ของร้านสามารถออกไปกับลูกค้าได้โดยให้สอบถามกับพนักงานโคโยตี้ และสามารถเช่าห้อง วีไอพีส่วนตัวได้จนถึงเวลา 03.00น. ในราคา 500 บาท ขณะที่ภายในร้านพบพนักงานหญิงบริการ จำนวน 18 คน มาม่า 2 คน ก่อนที่จะได้คัดแยกกลุ่มพนักงานหญิงของทางร้านดังกล่าวกระทั่งพบว่าเป็นผู้เสียหายจาการค้ามนุษย์จำนวน 10 คน โดยมีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี 2 คน เยาวชนอายุเกิน 18 แต่ไม่ถึง 20 ปี 6 คน และเป็นหญิงต่างด้าว สัญชาติเมียนมา 2 คน จากการสอบถามผู้เสียหายเบื้องต้นทราบว่า ต้องทำยอดค่าบริการนั่งดื่ม หรือที่เรียกว่าค่าดริ้ง ให้ได้เป้าตามที่ร้านกำหนด หากไม่ถึงเป้าก็จะถูกบังคับออกจากงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง และ เคยถูกมาม่าของร้านบังคับให้ออกไปกับลูกค้าเพื่อขายบริการทางเพศแลกกับค่าบริการนั่งดื่ม หรือค่าดริ้ง

โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาจำนวน 3 ราย อาทิ นายไพฑูรย์ อังคปรีชาเศรษฐ์ เจ้าของสถานบริการ,น.ส.สุชญา ธรรมไชย และน.ส.อัจฉรา ขัดแก้ว มาม่าซัง ขณะที่พบว่าร้านบางแสนมีอยู่ 2 สาขา จึงได้ทำการสั่งปิดการบริการของร้านบางแสนทั้ง 2 แห่งไว้แล้วอย่างไม่มีกำหนด