เป้าหมายส่วนตัวของนักวิ่งอัลตร้ามาราธอนกลายเป็นเรื่องรอง เมื่อเขาขอวิ่งไปไม่รู้จบ เพื่อบันดาลใจผู้อื่นสู่ 42.195 กิโลเมตร
นั่นอาจเป็นการวิ่งครั้งที่พันของเขาแล้ว เป็นการวิ่งที่ทุกอย่างถูกเตรียมพร้อมมาอย่างดีทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ แต่ทุกการวิ่งก็ไม่ต่างจากการใช้ชีวิตที่บางครั้งถึงแม้เราจะเตรียมตัวมาดีแค่ไหนก็ตาม ย่อมมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเข้ามาเสมอ... ครั้งนี้ก็เช่นกันกับการวิ่งอัลตร้ามาราธอนระยะทางกว่า 100 กิโลเมตรบนภูเขาที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 1,800 เมตร ซึ่งเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผู้ชายคนนี้วิ่งไม่ถึงเส้นชัยและต้องหยุดระยะทางของตัวเองไว้ในกิโลเมตรที่ 70 คือหนึ่งประสบการณ์ที่จะต้องจดจำไปตลอดชีวิตจากการถูกห่อด้วยผ้าราวกับการห่อศพเพื่อแบกร่างที่หมดสภาพของเขาลงมาจากภูเขาในเมืองบาเกียว ประเทศฟิลิปปินส์...
แต่การวิ่งครั้งนั้นไม่เคยบั่นทอนกำลังใจของเขาเลย นายอิทธิพล สมุทรทอง หรือ “พี่ป๊อก” ของน้องๆ นักวิ่งที่ทุกคนพร้อมใจกันยกให้เป็น “เน็ตไอดอลแห่งวงการมาราธอน”
เนตไอดอลแห่งวงการมาราธอน
พี่ป๊อกเริ่มวิ่งเพื่อออกกำลังกายที่สวนจิตรลดา ก่อนจะวิ่งอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2527 ในงาน “PAN 10 K” ระยะทาง 10 กิโลเมตร ที่จังหวัดสุรินทร์ จากนั้นพี่ป๊อกวิ่งอย่างต่อเนื่องจนถึงมาราธอนแรกของเขาในระยะทาง 42.195 กิโลเมตรที่งาน Royal Marathon มาราธอนลอยฟ้าเฉลิมพระเกียรติเปิดสะพานแขวนพระราม 9 ด้วยเวลา 4 ชั่วโมง 3 นาที เขาใช้ความบ้าคลั่งเป็นพลังงาน ทำให้ระยะทางของมาราธอนธรรมดาไม่เพียงพอต่อความท้าทายของตัวเองอีกต่อไป จึงเขยิบไปวิ่งอัลตร้ามาราธอนครั้งแรกในระยะทาง 50 กิโลเมตรที่งานอัมพวา นอร์ทเฟส และที่นี่เองที่เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนชีวิตการวิ่งของเขา...
ที่งานอัมพวา นอร์ทเฟส พี่ป๊อกได้รู้จักกับเพื่อนนักวิ่งต่างชาติหลายคน และได้แอดเฟสบุ๊คกันตามธรรมเนียม จากนั้นเหมือนใครบางคนจากบนฟ้าจะไม่ยอมให้พี่ป๊อกหยุดระยะวิ่งของตัวเองไว้ที่ 50 กิโลเมตร จึงบันดาลให้เขาไปพบกับบัฟหรือผ้าโพกหัวเอนกประสงค์จากการแข่งขัน HONGKONG VIBRAM 100 KM แล้วอยากได้มาก จึงติดต่อไปว่าต้องทำยังไงถึงจะได้ ซึ่งคำตอบที่ได้มาก็ง่ายจนคิดไม่ถึงนั่นคือ “วิ่ง” และเมื่อคุณ “สมัคร” คุณจะได้มัน ด้วยเหตุผลง่ายๆ เท่านี้เองทำให้พี่ป๊อกบินไปฮ่องกง เพื่อลงวิ่งระยะทาง 100 กิโลเมตร เพียงเพราะอยากได้บัฟผืนเดียว ซึ่งนี่ก็เป็นอีกครั้งที่เขาวิ่งได้ไม่ถึงเส้นชัย...
คงเพราะไม่มีต่อมการยอมแพ้มาตั้งแต่เกิด ทำให้หลังจาก DNF (Did Not Finish) ฮ่องกงครั้งนั้น พี่ป๊อกตั้งเป้าว่าจะกลับไปแก้ตัวพร้อมกับต้องพาเพื่อนคนไทยไปวิ่งให้ถึง 100 คนให้ได้ ปีต่อมาเขาจึงไปฮ่องกงอีกพร้อมเพื่อนร่วมอุดมการณ์ 15 คน แต่ครั้งนี้เขาวิ่งจนจบ...แต่เรื่องราวระหว่างทางกลับไม่ยอมจบ
“ตอนนั้นเวลาประมาณตี 2 พี่วิ่งจนถึง check point ที่ 7 จำได้ว่ามีเด็กๆ โรงเรียนนานาชาติซึ่งรับผิดชอบจุดให้น้ำมาคอยให้กำลังใจคนที่วิ่ง พอเราวิ่งไปเด็กๆ ก็เข้ามากอดเรา เข้ามาให้กำลังใจเราแล้วบอกว่าเชียร์อัพๆ หรือสู้ๆ จากตอนแรกแทบจะเดินไม่ไหวแล้วเพราะพี่วิ่งมาเป็นสิบโลในป่า แต่พอเราได้ยินและโดนกอดมันเหมือนมีพลังเข้ามาในตัวเรา” พี่ป๊อกเล่าให้เราฟังพร้อมกับยกมือไปปาดน้ำตาของความประทับใจ ความรู้สึกแบบนี้แหละที่เขาอยากส่งต่อให้ผู้อื่น
บทบาทที่เปลี่ยนไป
หนึ่งอย่างที่ผู้ชายทุกคนต้องมีอยู่ในสายเลือดเหมือนกันคือ “ความท้าทาย” ต่างคนก็ท้าทายตัวเองด้วยเป้าหมายต่างๆ กัน พี่ป๊อกเลือกท้าทายตัวเองด้วย “การวิ่ง” วิ่ง วิ่ง วิ่ง วิ่งเข้าไป จากการวิ่งมาเกือบสามสิบปีทำให้พี่ป๊อกรู้ว่าในประเทศไทยมีนักวิ่งมาราธอนจำนวนมาก เขาจึงเริ่มตั้งกรุ๊ป “42.195 k club เราจะไปมาราธอนด้วยกัน” ขึ้นมาในเฟสบุ๊คเพื่อแบ่งปันข้อมูลให้กับนักวิ่งมาราธอนหน้าใหม่และหน้าเก่า รวมถึงคอยเป็นทั้งแรงบันดาลใจและให้กำลังใจกับคนที่เริ่มวิ่งและคนที่ท้อแท้กับการวิ่ง
เมื่อเป้าหมายในการวิ่งของตัวเองถูกวางให้เป็นเรื่องรอง (ถึงจะเป็นเรื่องรอง แต่เป้าหมายส่วนตัวคือการไป UTMB – Ultra-Trail du Mont-Blanc ซึ่งถือเป็นโอลิมปิคของการวิ่งเทรล ซึ่งพี่ป๊อกจะได้ไปวิ่งในเดือนสิงหาคมนี้) พี่ป๊อกจึงเปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากการวิ่งอย่างเดียวไปเป็นโค้ชคอยให้คำแนะนำกับนักวิ่งทุกคน บางครั้งก็ไปเป็น “เพเซอร์ (Pacer)” หรือผู้นำวิ่งที่คอยให้กำลังใจนักวิ่งคนอื่นๆ รวมถึงการให้รางวัลแก่คนที่ได้มาราธอนแรกในชีวิต
“เพราะพี่ชอบบัฟมากกกก ทีนี้ใครผ่านมาราธอนแรกในชีวิตพี่ให้บัฟเพื่อแสดงความยินดีเลย ล่าสุดจอมบึงมาราธอนต้นปี 59 พี่แจกบัฟสำหรับคนจบมาราธอนแรกไปเกือบสี่ร้อยคน”
และจากการแจกบัฟนี่เองจึงเป็นที่มาของการตั้งกรุ๊ป แบ่งปัน(ให้เลย) แลกเปลี่ยน ซื้อขายอุปกรณ์ "วิ่ง" ขึ้นมาอีกหนึ่งกรุ๊ปเพื่อให้นักวิ่งจากทั่วประเทศส่งต่อของที่ไม่ใช้แล้วให้กับนักวิ่งคนอื่นๆ ต่อไป โดยมีรายได้จากการประมูลอุปกรณ์กีฬาเพื่อส่งมอบให้กับโรงพยาบาลรามาธิบดี ถึง 140,000 บาทจากงาน ‘HUMAN RUN’ และ 65,000 บาทจากงาน ‘RUN FOR NEPAL’
คงมีเฉพาะนักวิ่งเท่านั้นที่เชื่อเหมือนกัน เพราะจากจุดเริ่มต้นที่ต้องการออกกำลังกายเป็นหลัก แต่เมื่อรู้ตัวอีกทีหัวใจกลับพองโตกว่าที่เคยจากมิตรภาพและเรื่องราวดีๆ ระหว่างทางจนทำให้บางคนบอกกับตัวเองว่าจะวิ่งไปตลอดชีวิต หรือจะไม่ยอมตายจนกว่าจะวิ่งหนึ่งร้อยกิโลเมตรได้สำเร็จ...





