องค์การต่อต้านการใช้สารกระตุ้นโลก หรือ วาดา
เรียกร้องให้คณะกรรมการโอลิมปิกสากล หรือ ไอโอซี ลงโทษแบน รัสเซีย จากการแข่งขันโอลิมปิก และ พาราลิมปิกเกมส์ ที่ ริโอ เดอ จาเนโร ในเดือนส.ค. ภายหลังพบหลักฐานสำคัญว่ามีการใช้สารกระตุ้นในกลุ่มนักกีฬารัสเซียตลอด 4 ปีที่ผ่านมา โดยได้รับการสนับสนุนจากองค์กรกีฬาของประเทศอีกด้วย
รายงานซึ่งจัดทำโดยอนุญาโตตุลาการ ดร. ริชาร์ด แม็คลาเรน ตามคำสั่งของ วาดา ระบุว่าพบสารกระตุ้นในตัวอย่างปัสสาวะของนักกีฬารัสเซียถึง 580 ราย จาก 30 ชนิดกีฬา ในการแข่งขันรายการต่างๆตลอดระยะเวลา 4 ปี ระหว่างพ.ศ. 2544-2558 รวมถึงรายการสำคัญอย่าง ลอนดอนเกมส์ 2012, กรีฑาชิงแชมป์ โลก 2013 ที่กรุงมอสโก, โอลิมปิก ฤดูหนาว “โซชิเกมส์ 2014” และการแข่งขันว่ายน้ำชิงแชมป์โลก 2015 ที่คาซาน
ดร. แม็คลาเรน เผยว่ารายงานดังกล่าวซึ่งใช้เวลาจัดทำ 57 วัน ยังเป็นการสอบสวนในเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งทาง วาดา ยังต้องการให้ระบุชัดเจนว่ามีนักกีฬาคนใดบ้างที่ได้รับประโยชน์จากการใช้สารกระตุ้นในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ เซอร์ เคร็ก รีดดี ประธานวาดา ได้เรียกร้องให้ ไอโอซี พิจารณาห้ามนักกีฬาทั้งหมดจาก รัสเซีย เข้าร่วมใน ริโอ 2016
“ยังมีตัวอย่างปัสสาวะอีกจำนวนมากที่ต้องรับการตรวจ เราจะขยายเวลาในการทำงานของดร.แม็คลาเรนออกไปเพื่อการนี้โดยเฉพาะ” ประธานวาดา กล่าว
ขณะที่ ไอโอซี นำโดยประธาน โธมัส บาค ได้เรียกประชุมด่วนทางโทรศัพท์ในวันที่ 19 ก.ค. เพื่อหารือและตัดสินใจว่าจะมีมาตรการเบื้องต้นในเรื่องนี้อย่างไร พร้อมกำชับว่าจะมีบทลงโทษขั้นสูงสุดตามมา
ด้านประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ก็เตรียมสั่งพักงานเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปรากฎชื่อในรายงานของ ดร.แม็คลาเรน พร้อมขอให้ วาดา ส่งรายงานที่มีรายละเอียดมากกว่านี้มาเพื่อตรวจสอบต่อไป โดยรายแรกที่อยู่ในข่ายก็คือ ยูริ นากอร์นิคห์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงกีฬา ซึ่งถูกระบุว่ามีส่วนรู้เห็น และเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะปกป้องนักกีฬาคนใด โดยในระหว่าง “โซชิ เกมส์” พบว่า ตัวอย่างเลือดและปัสสาวะของนักกีฬาที่เข้าข่ายต้องสงสัย ถูกขโมยไปจากแล็บตรวจสอบที่ มอสโก ก่อนมีการสับเปลี่ยนเอาผลตัวอย่างที่บริสุทธิ์มาไว้ที่เดิม
ปัจจุบัน นักกรีฑาทั้งลู่และลานของรัสเซียถูกแบนจาก ริโอ เกมส์ เป็นที่เรียบร้อย ตามคำสั่งของสหพันธ์กรีฑานานาชาติ (ไอเอเอเอฟ) ตั้งแต่เดือนมิ.ย. โดยเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ต่ออนุญาโตตุลาการกีฬา โดยสหพันธ์กรีฑารัสเซีย (เออาร์เอเอฟ) ซึ่งน่าจะทราบผลในวันที่ 21 ก.ค.





