สมาชิกคลองจั่น ค้านกรรมการสหกรณ์ยอมความธรรมกาย ระบุพฤติกรรมอุ้มผู้ต้องหา จี้ยึดทรัพย์ที่งอกเงยจากการฟอกเงิน
นายธรรมนูญ อัตโชติ ตัวแทนผู้เสียหายสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจำกัดพร้อมด้วยสมาชิกสหกรณ์กว่า 10 คน เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ และ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สาระสิทธิ์รองอธิบดีดีเอสไอในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดียักยอกฉ้อโกงทรัพย์ และฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่นฯโดยนายธรรมนูญระบุว่าสมาชิกสหกรณ์ต้องการติดตามความคืบหน้าการสอบสวนคดีของดีเอสไอและคัดค้านการทำสัญญายอมความกับกลุ่มศิษย์วัดธรรมกายเนื่องจากต้องการให้ตรวจสอบทรัพย์สินเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินที่งอกเงยจากการฟอกเงินด้วยไม่ใช่เพียงยอมความแล้วรับเงินเฉพาะส่วนที่รับบริจาคจริง
พร้อมยกตัวอย่างการนำเงินสหกรณ์ไปซื้อที่ดินในราคา300ล้านบาท ต่อมาที่ดินถูกขายทำกำไรกว่า 1,000 ล้านบาทสหกรณ์จึงไม่ควรตกลงยอมความด้วยการรับชำระคืนเฉพาะเงินต้นการกระทำของคณะกรรมการสหกรณ์คล้ายกับอุ้มผู้ต้องหาการยอมความต้องเกิดจากคู่ความ2ฝ่าย ทางวัดบอกว่าพระบริสุทธิ์แต่กลับยื่นเงื่อนไขให้สหกรณ์ถอนแจ้งความทุกคดีลูกศิษย์คนสำคัญบางคนที่มาเจรจาให้ยอมความก็ถูกดำเนินคดีฟอกเงิน
"สหกรณ์มีสภาพคล่อง1,700ล้าน ถึงอย่างไรก็มีเงินจ่ายคืนให้สมาชิกในงวดแรก 30มิ.ย.นี้โดยเงินส่วนนี้ไม่ใช่เงินที่ได้รับคืนจากวัดธรรมกายตามที่มีการกล่าวอ้างกันจึงไม่จำเป็นต้องยอมความจนทำให้สมาชิกที่เป็นผู้เสียหายจริงดูด้อยค่าเพราะเป็นการไปรับเงินคืนจากผู้ต้องหาอีกทั้งการยอมความทางแพ่งจะทำให้สำนวนคดีอ่อนลง” นายธรรมนูญกล่าว
พ.ต.อ.ไพสิฐ ชี้แจงความคืบหน้าการสอบสวนคดีคลองจั่นฯว่าดีเอสไอพยายามเร่งรัดสำนวนการสอบสวนหลายคดีให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค.นี้ซึ่งก่อนหน้านี้หลายคดีได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการแล้วส่วนการดำเนินการกับทรัพย์สินเมื่อวันที่ 21มิ.ย.ที่ผ่านมา ดีเอสไอได้หารือกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ให้ดำเนินการกับทรัพย์สินโดยมอบเส้นทางการเงินที่ตรวจสอบพบทั้งหมดให้ ปปง.รับไปดำเนินการว่าหลังจากนายศุภชัยนำเงินออกจากสหกรณ์แล้วเงินถูกส่งไปเข้าบัญชีใดบ้างยืนยันว่าประสานงานกับปปง. อยู่ตลอด เพื่อติดตามทรัพย์คืนให้กับผู้เสียหายพร้อมแนะนำให้ผู้เสียหายเข้าติดตามทรัพย์สินจากปปง. ด้วยส่วนเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างสหกรณ์คลองจั่นกับวัดพระธรรมกายนั้น
ดีเอสไออยากให้ผู้เสียหายและสมาชิกพิจารณาด้วยตนเองเพราะนายศุภชัยเคยเป็นไวยาวัจกรของวัดพระธรรมกายและมาเป็นผู้บริหารสหกรณ์มงคลเศรษฐีและสหกรณ์คลองจั่นฯ
พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวถึงการตั้งกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยร้ายแรงกับนายกิตติก้องคณาจันทร์อดีตหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีคลองจั่นว่ามีการตั้งกรรมการสอบสวนในประเด็นการสอบสวนคดีไม่ชอบโดยไม่มีอัยการร่วมสอบสวนและประเด็นการถอนอายัดที่ดินทำให้ที่ดินถูกนำไปขายทั้งนี้ระหว่างการสอบสวนความผิดนายกิตติก้องได้ยื่นขอลาออกจากราชการแต่ไม่มีผลกระทบกับการสอบสวนเพราะการพิจารณาจะมีผลย้อนหลังทั้งหมดส่วนจะมีความผิดทางอาญาด้วยหรือไม่ขึ้นอยู่กับรายละเอียดรวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวด้วย
พ.ต.อ.ไพสิฐยังกล่าวถึงการตรวจสอบคลิปภาพเชิญชวนคนเข้าร่วมกิจกรรมภายในวัดพระธรรมกายของนายบุญชัยเบญจรงคกุลนักธุรกิจชื่อดังว่าขณะนี้ฝ่ายกฎหมายยังพิจารณาคำพูดในคลิปว่ามีเจตนายุยงปลุกปั่นให้ประชาชนออกมาร่วมกระทำผิดหรือไม่หากเป็นการเชิญชวนให้มาทำบุญก็ไม่ผิดเพราะไม่สามารถห้ามคนมาทำบุญในวัดตามปกติได้ทั้งนี้เมื่อฝ่ายกฎหมายตรวจสอบแล้วเสร็จจะพิจารณาต่อไปว่ามีความจำเป็นต้องเรียกนายบุญชัยเข้าชี้แจงหรือไม่ส่วนเรื่องการดำเนินคดีกับกลุ่มศิษย์ที่ขัดขวางการเข้าตรวจค้นและจับกุมพระธัมมชโยนั้นพนักงานสอบสวนได้มอบภาพถ่ายทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวให้สภ.คลองหลวงไว้ดำเนินการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาแล้ว
พ.ต.อ.ไพสิฐ กล่าวด้วยว่าในวันนี้ (22 มิ.ย.) ดีเอสไอได้ประชุมร่วมกับแพทยสภาเพื่อหาแนวทางร่วมในการพิจารณาการใช้ใบรับรองแพทย์เลื่อนคดีเพื่อขอให้แพทยสภาร่วมตรวจสอบใบรับรองแพทย์ด้วยส่วนกรณีแพทย์ที่ออกใบรับรองเท็จให้กับพระธัมมชโยแพทยสภาได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจสอบคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน4-5เดือน
ด้านพ.ต.ท.สมบูรณ์กล่าวว่าดีเอสไอรับสอบสวนคดีคลองจั่นเป็นคดีพิเศษ13คดีสอบสวนเสร็จแล้ว4คดีเป็นคดียักยอกฉ้อโกงทรัพย์คดีความผิดของเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ซึ่งส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ไต่สวนความผิดแล้วเหลือคดีค้างการสอบสวนอีก9สำนวนโดยเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย 4 สำนวน ได้แก่คดีของนายสถาพร วัฒนาศิรินุกูลอดีตพระวัดธรรมกายโดยสึกออกมาทำธุรกิจที่มีเส้นทางเงินมาจากนายศุภชัยคดีที่นายสัมพันธ์เสริมชีพทนายความของวัดพระธรรมกายถือหุ้นบริษัทเอ็มโฮมแทนนายศุภชัยและกรณีการซื้อที่ดินเพื่อสร้างโรงพยาบาลของวัดที่เงินทั้งหมดมาจากนายศุภชัย
พ.ต.ท.สมบูรณ์ กล่าวอีกว่าเมื่อวานนี้(21มิ.ย.)ดีเอสไอได้หารือกับกรรมการสหกรณ์ชุดปัจจุบันเพื่อให้ฟ้องร้องทางแพ่งเรียกเงินคืนจากวัดหลังพบวงเงินบริจาคเพิ่มเติมอีก400ล้านบาท ซึ่งกรรมการสหกรณ์ระบุว่าการตรวจสอบไม่พบวงเงินดังกล่าวจึงขอรับหลักฐานจากดีเอสไอนำไปยื่นฟ้องเพิ่มเติมสำหรับการดำเนินการกับทรัพย์สินในชั้นสอบสวนนั้นดีเอสไอยึดที่ดินในชื่อของนายศุภชัยไว้ทั้งหมดแต่ยังไม่เคยยึดอายัดทรัพย์ในส่วนที่เป็นของวัดพระธรรมกายแต่ได้ส่งหลักฐานให้ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินในส่วนนี้แล้ว





