วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เผย 'สาวซีวิค9ศพ' ยอมบำเพ็ญประโยชน์ใหม่ อีก138ชม.

อธิบดีคุมประพฤติ เผย "สาวซีวิค9ศพ" ยอมบำเพ็ญประโยชน์ใหม่ อีก138ชั่วโมง ขณะศาลเยาวชนฯ นัดฟังผลคุมประพฤติเช้า 23 ส.ค.นี้

เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลนัดไต่สวนคำร้อง ที่เจ้าพนักงานคุมประพฤติ ขอให้ศาลพิจารณากรณี เยาวชนหญิง จำเลย ผิดเงื่อนไขการคุมประพฤติ ในการบำเพ็ญประโยชน์ คดีขับรถยนต์ฮอนด้า ซีวิค เฉี่ยวชนรถตู้โดยสาร สายธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต-หมอชิต บนทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ เมื่อค่ำวันที่ 27 ธ.ค.53 เป็นเหตุให้คนขับรถตู้และผู้โดยสารเสียชีวิต รวม 9 ราย

โดยวันนี้ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุมประพฤติพร้อมด้วยเจ้าพนักงานคุมประพฤติ และเยาวชนหญิง ได้เดินทางมาศาลเพื่อร่วมกระบวนการไต่สวน ที่เป็นการพิจารณาลับ ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในห้องพิจารณาคดี

ขณะที่ฝ่ายผู้ร้อง ได้เตรียม เจ้าพนักงานคุมประพฤติ เป็นพยานเข้าไต่สวนรวม 4 ปาก ซึ่งช่วงเช้า ศาลไต่สวนเสร็จเจ้าพนักงานคุมประพฤติ 1 ปาก พร้อมยื่นเอกสารประกอบ กระทั่งเวลา 13.30 น. ศาลได้พักการพิจารณา และเริ่มกระบวนการไต่สวนใหม่อีกครั้งในเวลา 14.00 น.ซึ่งหลังจากผู้ถูกคุมประพฤติได้ฟังคำเบิกความของเจ้าพนักงานคุมประพฤติเกี่ยวกับกฎระเบียบแล้ว จึงแถลงต่อศาลว่าที่ผ่านมาไม่ได้กระทำตามกฎระเบียบ จึงจะขอทำกิจกรรมบริการสังคมใหม่ให้ครบถ้วน ศาลจึงนัดพร้อมเพื่อฟังผลการทำกิจกรรมของผู้ถูกคุมประพฤติ ในวันที่ 23 ส.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

ต่อมาเวลา 15.30 น. เมื่อเสร็จสิ้นการพิจารณา พ.ต.อ.ณรัชต์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ เปิดเผยว่า ในช่วงบ่ายฝ่ายผู้ร้องไม่ได้นำพยานอีก 3 ปากเข้าไต่สวน เนื่องจากฝ่ายเยาวชน ผู้ถูกคุมประพฤติ ได้แสดงสปิริตต่อศาลเอง ยอมรับว่าเข้าใจผิดพลาดต่อกระบวนการและสถานที่ในการบำเพ็ญประโยชน์

โดยเมื่อตรวจสอบกิจกรรมบริการสังคม ตามที่ศาลกำหนดให้ผู้ถูกคุมประพฤติ ต้องทำงานดูแลช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุทางบก เป็นเวลา 3 ปีด้วยการบำเพ็ญประโยชน์เป็นเวลา 48 ชั่วโมงต่อปี รวมเป็นเวลา 144 ชั่วโมง ซึ่งผู้ถูกคุมประพฤติได้ทำการบริจาคโลหิตเป็นเวลา 6 ชั่วโมงตรงตามเกณฑ์แล้ว แต่ส่วนที่เหลืออีก 138 ชั่วโมง ผู้ถูกคุมประพฤติระบุว่าได้ทำการบำเพ็ญประโยชน์ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าเป็นเวลา 90 ชั่วโมงแล้วโดยเหลือเวลาบำเพ็ญประโยชน์อีก 48 ชั่วโมงนั้น ปรากฏว่าขณะที่ได้ทำการบำเพ็ญประโยชน์นั้นโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ายังไม่ใช่ภาคีกับกรมคุมประพฤติ ประเด็นนี้ผู้ถูกคุมประพฤติ ได้ยอมรับว่าเข้าใจผิดพลาดไปในกระบวนการดังกล่าว และยอมที่จะทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ใหม่รวมกับเวลาที่เหลือทั้งสิ้น 138 ชั่วโมง จึงได้มีการเจรจาและทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสถานที่ไว้แล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้

พ.ต.อ.ณรัชต์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวอีกว่า ขณะที่ในเดือนส.ค.ซึ่งจะครบกำหนดการคุมประพฤติและทำกิจกรรมบริการสังคม ศาลจึงมีคำสั่งนัดพร้อมคู่ความเพื่อฟังผลดำเนินการตามเงื่อนไขของการคุมประพฤติดังกล่าวในวันที่ 23 ส.ค.นี้ หากผู้ถูกคุมประพฤติได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างครบถ้วน ในวันดังกล่าวศาลอาจจะมีคำสั่งว่าผู้ถูกคุมประพฤตินั้นพ้นจากการคุมประพฤติแล้ว แต่สวนที่ศาลเคยมีคำพิพากษาห้ามผู้ถูกคุมประพฤติขับรถจนกว่าจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์นั้นก็ยังต้องปฏิบัติต่อไป

ส่วนที่ผู้ถูกคุมประพฤติเคยร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานคุมประพฤตินั้น ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรแล้ว เมื่อขณะนี้ผู้ถูกคุมประพฤติยอมรับว่าเข้าใจผิดพลาดในกระบวนการทำกิจกรรมบริการสังคมระหว่างคุมประพฤติ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 55 ว่าจำเลยมีความผิดฐานขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และทำให้ทรัพย์สินเสียหาย คำให้การในชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกเป็นเวลา 2 ปี โทษจำคุก ให้รอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี โดยคุมประพฤติจำเลย 3 ปี และให้รายงานตัวทุกๆ 3 เดือน พร้อมให้ทำงานบริการสังคมโดยการดูแลผู้ป่วยจากอุบัติเหตุเป็นเวลา 48 ชั่วโมง รวมทั้งห้ามจำเลยขับรถยนต์จนกว่าจะมีอายุครบ 25 ปีบริบูรณ์ ส่วนความผิดฐานใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ ศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากไม่สามารถนำสืบได้ว่าจำเลยใช้โทรศัพท์จริงหรือไม่

ต่อมาเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 57 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษายืนโทษจำคุก 2 ปี แต่ให้แก้ระยะเวลาการรอลงอาญาเป็น 4 ปี และให้คุมประพฤติจำเลยเป็นเวลา 3 ปี โดยให้บำเพ็ญประโยชน์ 48 ชั่วโมงต่อปี เป็นเวลา 3 ปี ส่วนโทษอื่นให้คงตามศาลชั้นต้นซึ่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวถือเป็นที่สุด เมื่อ ศาลฎีกา มีคำสั่งปี 2558 ไม่รับฎีกาของเยาวชนสาว จำเลย ต่อสู้คดี เนื่องจากไม่มีสาระสำคัญจะเปลี่ยนแปลง คำพิพากษาเดิม

ขณะที่คดีแพ่งที่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวยื่นฟ้องบิดา-มารดาของเยาวชน และตัวเยาวชนต่อศาลแพ่งเป็นคดีหมายเลขดำ 4013/2554 เรียกค่าเสียหาย 113 ล้านบาทเศษ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนั้น ศาลแพ่งมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 พ.ย.58 ให้จำเลยทั้งสามชดใช้เงินกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นเงินรวม 26,881,925 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 27 ธ.ค.53 ซึ่งเป็นวันที่เกิดเหตุรถพลิกคว่ำ