"ดีเอสไอ" เตือนภัยแชร์ลูกโซ่ระบาด จ่อทำประวัติแม่ทีมแชร์ลูกโซ่ขึ้นเว็บไซต์ อย่าหลงเชื่อแก๊งคนดำ "โรมานซ์สแกม" เผยออกหมายจับแล้ว30ราย
พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วย พ.ต.ท.พเยาว์ ทองเสน ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 1 และ นายนิธิต ภูริคุปต์ ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ ร่วมกันแถลงผลการติดตามดำเนินคดีกับหลอกลวงทางอินเตอร์เน็ตและแชร์ลูกโซ่หลายคดี
โดยนายนิธิต กล่าวว่า ดีเอสไอได้ตั้งศูนย์เฝ้าระวังและศึกษาแผนประทุษกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพชาวต่างชาติที่ร่วมกับคนไทยปลอมอีเมล์หลอกลวงผู้ค้าทางธุรกิจให้โอนเงินชำระสินค้าผ่านบัญชีคนร้าย ขณะนี้พบผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศเสียหายแล้วกว่า 10 ราย มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ซึ่งจากการตรวจสอบเชิงลึกเชื่อว่าคนร้ายได้แฮกเข้าระบบคอมพิวเตอร์เน็ตเวิร์กของบริษัท แล้วนำข้อมูลบริษัทมาใช้หลอกลวงบริษัทคู่ค้าที่ติดต่อซื้อขายผ่านอีเมล์
จากนั้นคนร้ายจะตั้งชื่ออีเมล์ใหม่ให้คล้ายกัน บางรายต่างกันเพียงตัวอักษรเดียวหรือใช้สัญลักษณ์คั่นกลาง หากไม่สังเกตจะหลงกลโอนเงินผิดบัญชี ดังนั้น จึงขอแจ้งเตือนให้กลุ่มธุรกิจระมัดระวังการทำธุรกรรมผ่านระบบคอมพิวเตอร์และโซเชียลมีเดียทุกประเภท โดยเฉพาะกรณีมีการแจ้งเปลี่ยนบัญชีธนาคารขอให้ติดต่อโดยตรงกับบริษัทปลายทางก่อนโอนเงิน ป้องกันโอนเงินผิดบัญชี และขอให้ใช้การสื่อสารหลายช่องทาง อย่าใช้วิธีการตอบอีเมล์โดยการรีพลาย แยกอีเมล์ส่วนตัวและงานออกจากกันและขอให้สแกนไวรัสอย่างสม่ำเสมอ
ทั้งนี้ จากการติดตามข้อมูลของดีเอสไอพบว่าหลังการแฮกข้อมูลคนร้ายจะแทรกเข้ามาเป็นตัวกลางระหว่างเหยื่อกับคู่ค้า เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวในการดำเนินธุรกิจการส่งมอบสินค้าและรับเงิน โดยคนร้ายจะอีเมล์ไปแจ้งให้เหยื่อเปลี่ยนบัญชีปลายทางมาเป็นบัญชีคนร้าย โดยพบว่าคนร้ายกลุ่มดังกล่าวใช้หนังสือเดินทางปลอมประเทศต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า 15 ประเทศ เปิดบัญชีธนาคารในไทยมากกว่า 20 บัญชี บางรานแอบอ้างใช้ชื่อนิติบุคคลในการเปิดบัญชี
ผบ.สำนักเทคโนโลยีฯ กล่าวต่อว่า ดีเอสไอขอแจ้งเตือนคนไทยไม่ให้หลงเชื่อกลุ่มโรมานซ์สแกม ซึ่งเข้ามาหลอกลวงคนไทยผ่านเฟสบุกมานานกว่า 10 ปี โดยส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มคนดำชาวไนจีเรีย ซึ่งจะหลอกเหยื่อชาวไทยว่ามีโปรไฟล์เป็นชาวต่างชาติ ผิวขาว หน้าตาดี หน้าที่การงานดี โดยจะแชทหลอกลวงให้เหยื่อหลงรักแล้วโอนเงินไปให้
ล่าสุดดีเอสไอได้ออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหา 30 คน ประกอบด้วยชาวไทย 26 ราย ไนจีเรีย 3 คน และอินเดีย 1 คน มีผู้เสียหาย 7 ราย ความเสียหายกว่า 19 ล้านบาท โดยชาวต่างชาติจะรับหน้าที่แชทเป็นภาษาอังกฤษเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ส่วนคนไทยจะทำหน้าที่ประสานงาน อำนวยความสะดวก และเปิดบัญชีรับเงิน ทั้งนี้พบว่ามีบัญชีที่ใช้ในการหลอกลวงกรณีดังกล่าวกว่า 30 บัญชีเงินหมุนเวียนกว่า 50 ล้านบาท ขณะนี้ทราบว่าผู้ต้องหาได้หลบหนีไปประเทศมาเลเซีย ดีเอสไออยู่ระหว่างประสานงานให้มาเลเซียส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว ทั้งนี้ จากฐานข้อมูลดีเอสไอพบมีบัญชีธนาคารกว่า 80 บัญชี เงินหมุนเวียนกว่า 250 ล้านบาทที่หลอกให้เหยื่อโอนเงิน โดยอยู่ระหว่างสอบสวนดำเนินคดี
“กลุ่มโรมานซ์สแกมมักอาศัยความเหงาดึงดูดให้เข้ามาพูดคุย ซึ่งผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีการศึกษาสูง ใช้ภาษาอังกฤษและโซเซียลมีเดีย โดยรูปแบบการหลอกลวงยังใช้วิธีแบบเดิม ๆ คือหลอกให้หลงรัก คิดถึง และใช้เวลาคบหาพูดคุยในโซเซียลมีเดียนานนับปีจนเหยื่อตายใจ. แม้จะมีการเตือนภัยอย่างต่อเนื่องแต่แนวโน้มเหยื่อยังมีเพิ่มมากขึ้น โดยเหยื่อในคดีดังกล่าวเป็นคนโสด มีช่วงอายุระหว่าง 47-77 ปี ในจำนวนนี้เป็นหญิงอายุมากกว่า 60 ปี ถึง 3 คน แต่ละรายจะโดนหลอกสูญเงินหลักล้านบาท”นายนิธิต กล่าว
พ.ต.ท.พเยาว์ กล่าวว่า ดีเอสไอได้สรุปสำนวนคดีแชร์ลูกโซ่ที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนส่งอัยการสั่งฟ้อง 2 คดี คือ กรณีชักชวนให้ลงทุนซื้อขายทองแดงโดยอ้างว่าเป็นบริษัทที่ได้รับสัมปทานซื้อทองแดงจากหน่วยงานของรัฐและจะทำทองแดงไปหลอมที่โรงงานแถบอ.บางเลน นครปฐม ก่อนส่งขายต่างประเทศ โดยแผนการตลาดระบุจ่ายผลตอบแทน 100% ของเงินลงทุน และกำหนดจ่ายปันผลทุก 3 เดือน การสอบสวนพบผู้เสียหาย 200 ราย คิดเป็นความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท โดยผู้ต้องหาคือน.ส.ดารา และน.ส.จำปา ภาษี ไม่ได้เป็นผู้รับสัมปทานและไม่มีโรงงานหลอมตามที่กล่าวอ้าง แต่ทำธุรกิจระดมทุนในลักษณะแชร์ลูกโซ่เพื่อหลอกลวงเงิน อีกคดีคือการเชิญชวนให้ลงทุนแชร์เต้นท์รถมือสองและรับจำนำรถยนต์ให้ผลกำไรสูง การสอบสวนไม่พบการประกอบธุรกิจจริง มีผู้เสียหายกว่า 100 ราย เสียหายกว่า 30 ล้านบาท ดังนั้น ขอเตือนประชาชนระมัดระวังการลงทุน
ขณะที่พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า จากการสอบสวนคดีแชร์ลูกโซ่ต่อเนื่องมานานกว่า 10 ปี พบว่าผู้เกี่ยวข้องหลักในขบวนการแชร์ลูกโซ่ เป็นกลุ่มเดิม ๆ ที่มีประมาณ 10 ราย ดังนั้น ดีเอสไออยู่ระหว่างจัดทำฐานข้อมูลส่วนบุคคลพร้อมรูปภาพใบหน้าเพื่อแจ้งเตือนประชาชนระวังก่อนร่วมลงทุน ป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ





