วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

บุกค้นรังแก๊งค้าดอลล์ปลอมค่า15ล้าน ล่า'มาดาม'ตัวการใหญ่

"สันติบาล" เร่งล่า "มาดาม" ตัวการใหญ่ หลังบุกค้นบ้านเครือข่ายแก๊งค้าดอลลาร์ปลอม15ล้าน ย่านมีนบุรี จับผู้ร่วมขบวนการ

จากกรณีเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2558 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แถลงผลการจับกุม นายอาวุธ ศิริรัตน์ อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 107/1 หมู่ 5 ต.สันผีเสื้อ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ในข้อหามีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรต่างประเทศอันตนได้มา โดยไม่รู้ว่าเป็นของปลอม พร้อมของกลางธนบัตรดอลลาร์สหรัฐฯ ปลอม ฉบับละ 100 ดอลลาร์ จำนวน 4,900 ใบ เป็นเงิน 490,000 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 15,680,000 บาท โดยสามารถจับกุมได้จากการตั้งจุดตรวจค้นบริเวณแยกนวลจันทร์ ถนนรามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. และได้ทำการสืบสวนขยายผลเครือข่ายแก๊งดังกล่าวต่อ

ล่าสุด เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 27 มีนาคม ที่หมู่บ้านจันทร์บัวสวย แขวงแสนแสบ เขตประเวศ กทม. พล.ต.ต.อุดร ยอมเจริญ ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 2 กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (ผบก.ส.2 บช.ส.) พร้อมด้วย พ.ต.อ.กิตติภณ แก้วอัมพร ผกก.3 บก.ส.2 พ.ต.ท.จาตุรนต์ สุขทวี รองผกก.3 บก.ส.2 และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ส.2 จำนวน 15 นาย นำหมายค้นศาลจังหวัดมีนบุรี เลขที่ 124 ลงวันที่ 26 มี.ค. 59 เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 39/80 ม.13 ซ.สุวินทวงศ์5/1 ถ.หมู่บ้านจันทร์บัวสวย แขวงแสนแสบ เขตมีนบุรี กทม. เพื่อหาพยานหลักฐานเกี่ยวกับคดีเครือข่ายแก๊งค้าแบงก์ดอลลาร์ปลอม

โดยพบ น.ส.นงลักษณ์ หรืออ้อ อินทะเนีย อายุ 44 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18/3 ม.3 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี เลขที่ จ. 627/58 ลงวันที่ 8 ก.ค. 58 ในข้อหามีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรต่างประเทศ(ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาอันตนได้มา)โดยรู้ว่าเป็นของปลอม อยู่ภายในบริเวณบ้านหรู 2 ชั้น มีเนื้อที่ประมาณ 50 ตารางวา โดยใช้เวลาในการเข้าตรวจค้นประมาณ 2 ชั่วโมง ก่อนควบคุมตัว น.ส.นงลักษณ์ ส่งพนักงานสอบสวน สน.คันนายาว เพื่อสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พ.ต.อ.กิตติภณ เปิดเผยว่า การเข้าตรวจค้นครั้งนี้สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาลได้สืบสวนจากการจับกุม นายอาวุธ ศิริรัตน์ อายุ 32 ปี เมื่อช่วงกลางปี 58 และได้มีการซัดทอดจนนำไปสู่การขอหมายจับผู้อยู่ร่วมเครือข่าย ซึ่งเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว ส.ต.สุรัตน์ หรืออ้น ถิ่นขนอน อายุ 43 ปี ปัจจุบันออกจากราชการแล้ว ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี เลขที่ จ.628/58 ลงวันที่ 8 ก.ค. 58 ในข้อหามีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรต่างประเทศ โดยรู้ว่าเป็นของปลอม ได้บริเวณบ้านหลังดังกล่าว โดย ส.ต.สุรัตน์ ได้นั่งอยู่ภายในรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นไทเกอร์ สีบรอนซ์ทอง หมายเลขทะเบียน ปต 5291 กรุงเทพมหานคร และไม่ยอมลงมาจากรถ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาเจรจานานกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนที่ ส.ต.สุรัตน์ จะยอมลงมาจากรถคันดังกล่าว จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหานำส่งพนักงานสอบสวน สน.คันนายาว ดำเนินคดีตามกฎหมาย

พ.ต.อ.กิตติภณ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ซึ่งเป็นสามี-ภรรยากัน ยังให้การภาคเสธ แต่ทางเจ้าหน้าที่เชื่อว่าน่าจะมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง และทั้งคู่น่าจะเป็นเพียงคนรักษาเงินไว้ ซึ่งจากการตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าวยังพบหลักฐานบางส่วนที่เชื่อได้ว่า ผู้ต้องหาทั้งคู่มีส่วนรู้เห็นในขบวนการค้าแบงก์ดอลลาร์ปลอม แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลใดๆได้ เพราะเกรงว่าการสืบสวนจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก

เมื่อเวลา 14.00 น. รายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่กองบังคับการตำรวจสันติบาล 2 (บก.ส.2) และฝ่ายสอบสวน สน.คันนายาว ยังคงร่วมกันสอบปากคำ น.ส.นงลักษณ์ ภายหลังควบคุมตัวขณะเข้าตรวจค้นบ้านย่านมีนบุรีเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา จากการขยายผลการจับกุม นายอาวุธ ศิริรัตน์ อายุ 32 ปี ได้เมื่อกลางปีที่ผ่านมาในข้อหามีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรต่างประเทศอันตนได้มาโดยไม่รู้ว่าเป็นของปลอม พร้อมของกลางมูลค่า 15,680,000 บาท ซึ่งจากการสอบสวนขยายผลได้นำไปสู่การซัดทอดสมาชิกแก๊งปลอมธนบัตรดอลล่าร์ ซึ่งมี ส.ต.สุรัตน์ ถิ่นขนอม อดีตข้าราชการทหาร เป็นผู้เกี่ยวข้อง และถูกจับกุมแล้วเมื่อวันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา

โดยเบื้องต้น ส.ต.สุรัตน์ และ น.ส.นงลักษณ์ รับเงินดอลล่าร์ปลอมมาจากหญิงคนหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “มาดาม” โดยพูดคุยผ่านโทรศัพท์และไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน หลังจากรับเงินมาก็นำเงินไปให้นายอาวุธ เป็นผู้เดินนำเงินดอลลาร์ไปแลกเป็นเงินไทย แล้วแบ่งส่วนค่าจ้างกัน 3 ส่วนตามที่ตกลงกัน ก่อนจะส่งเงินไทยที่แลกมาอีกส่วนคืนให้แก่มาดาม


ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.คันนายาว ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล อยู่ระหว่างเร่งสืบสวนขยายผลต่อไป เพื่อสาวให้ถึงตัวผู้หญิงที่แทนชื่อตัวเองว่ามาดาม โดยคาดว่าเป็นตัวบงการใหญ่ของแก๊งดอลลาร์ปลอม เพื่อนำตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป