วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พ.ต.อ.เติมเผ่า'วอนอยากให้เรื่องจบ ลั่น'ผมไม่รักลูกน้องหรือ'

ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง วอนอยากให้เรื่องจบ ลั่น "ผมไม่รักลูกน้องหรือ" แจง3ประเด็นขัดแย้งในโรงพัก ทั้งหักเบี้ยเลี้ยงและคดียึดรถ204คัน

ที่สน.ทุ่งสองห้อง เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ชาวบ้านจากชุมชนต่างๆ ในพื้นที่เขตหลักสี่จำนวนกว่า 30 คน ได้มารวมตัวกันพร้อมนำช่อดอกไม้ ดอกกุหลาบมามอบให้กำลังใจ พ.ต.อ.เติมเผ่า สิริภูบาล ผกก.สน.ทุ่งสองห้อง ภายหลังจากที่มีกลุ่มออกมาต่อต้านการปฏิบัติหน้าที่และขอให้ย้าย พ.ต.อ.เติมเผ่า ออกจากพื้นที่

พ.ต.อ.เติมเผ่า กล่าวว่า ทาง พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น., พล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา มีความยึดมั่นในอุดมการณ์การทำงานปกป้องคนทำงานคนทำดี ไม่อิงไปตามกระแสที่มีคนมาโจมตีใส่ร้าย และขอขอบคุณผู้มาให้กำลังใจ เพราะทุกคนรู้ดีว่าในพื้นที่ใครทำดีใครทำไม่ดี เป็นเรื่องไม่ชอบใจตัวบุคคลไม่สามารถกดดันผมได้ก็ออกมาทำอะไรอย่างที่เห็นกันอยู่ แต่ก็ถือว่าไม่เป็นไร เพราะตนเป็นตำรวจ มีอุดมการณ์ตลอดว่าเราไม่เคยทะเลาะกับกต.ตร.

“กต.ตร.ทุกคนที่ทำงานกับผม ผมก็ดีด้วย แต่ถ้าคนไหนที่มีความรู้สึกไม่ดีกับเราแล้วจะมากดดันทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องหรือมาเคลื่อนไหว เพื่อหวังประโยชน์ทางการเมืองหรืออะไรก็ตามผมก็ไม่แน่ใจ ไม่ขอพูด ผมไม่เคยมีปัญหากับกต.ตร. เพราะกต.ตร.เป็นคนที่คอยช่วยตำรวจ ถ้าผมไปทะเลาะกับกต.ตร.แล้วใครจะช่วยตำรวจ” พ.ต.อ.เติมเผ่า ระบุ 

พ.ต.อ.เติมเผ่า กล่าวต่อว่า ตนพร้อมจะชี้แจงทั้ง 3 ประเด็นที่โดนกล่าวหา เรื่องแรกโดนกล่าวหาว่าผมหักเบี้ยเลี้ยงลูกน้อง ในเรื่องนี้มีปัญหามานานแล้ว พูดกันมา 3-4 เดือน คือด่านมั่นคงก็จะมีเบี้ยเลี้ยงให้ลูกน้อง ตนโดนผู้บังคับบัญชาสั่งมาให้ไปดูแลเบี้ยเลี้ยงของลูกน้องด้วย จะมีเงินให้หรือไม่ให้ก็ไม่รู้ ตนก็ต้องไปพูด ไปจัดการเรื่องเบี้ยเลี้ยงให้ลูกน้องมีข้าวกินมาโดยตลอด พอเสร็จเรียบร้อยก็มีเงินเบี้ยเลี้ยงออกมาก้อนหนึ่ง  ก็เข้าไปดำเนินการชดใช้ให้กับผู้ที่ดูแลตรงนั้น เขาก็บอกกลับมาว่าโอเค ไม่เป็นไรผู้กำกับ เงินตรงนี้เดี๋ยวผู้กำกับเอาเงินกลับไปจัดการบริหาร

“ มันมีบางส่วนผมเป็นคนพูดตรงๆ ไม่โกหกอยู่แล้ว ไม่สนใจหรอกเงินแค่นี้ ผมก็นำเงินไปบริหารจะอย่างไรก็ได้ ซึ่งตอนนั้นเงินออกมาแค่ไม่กี่เดือน แต่ระยะเวลาที่ลูกน้องผมกินข้าวไป หรือคนอื่นกินข้าวไปอีก 2-3 เดือน ก็ต้องไปเอาข้าวของคนอื่นมาอีก ซึ่งคนแรกๆ ไม่ช่วยเหลือแล้ว ผมต้องเอาเงินก้อนนี้ไปให้ เพราะผมไม่มีเงิน ถูกไหม ผมต้องดูแลลูกน้องมื้อละ 3,000 บาท แล้วผมจะไปเอาเงินที่ไหน ดีที่มีคนช่วยเหลือมาในรอบแรก ก็นำเงินให้เขาไป เมื่อมีปัญหาร้องเรียนขึ้นมาผู้บังคับบัญชาก็สั่งให้หยุด ก็รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก เพราะผมต้องมารับผิดชอบเงินให้ลูกน้องมื้อละ 3,000 บาท วันหนึ่ง 9,000 บาท ผมก็ต้องบากหน้าไปขอ” พ.ต.อ.เติมเผ่าระบุ

พ.ต.อ. เติมเผ่า กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาเขาฟังแค่เด็กคนหนึ่งซึ่งเด็กอาจจะไม่ได้คิดอะไร หลังจากนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อย โดยได้ไปบอกกับทางร้านเนื่องจากเห็นว่าปกติทางร้านส่งอยู่ 30-40 กล่อง แต่เด็กมีแค่ 10 คน ก็เลยไปสั่งลดจำนวนข้าวกล่องลง ตนยอมรับว่าเกิดความผิดพลาด เพราะไม่ได้ดูค่าอาหาร ข้าวมา 30 กล่องปริมาณอาหารมันเยอะ แต่เมื่อลดจำนวนลงข้าวที่เขาส่งมาให้ก็ลดไปด้วย ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดที่ไม่ได้ดูปริมาณอาหาร แต่ดีที่เด็กมาบอกตนว่า 50 บาทมีปริมาณอาหารแค่นี้หรือ ตนก็ยอมรับและไปต่อว่ากับทางร้าน สิ่งที่ผิดตนก็พร้อมยอมรับ ไม่เคยมาโต้แย้ง ก็จบกันไปเรื่องนี้แต่ก็คงยังนำมาพูดกันเหมือนเดิม

พ.ต.อ.เติมเผ่า กล่าวชี้แจงต่อว่า ประเด็นที่สองเรื่องเบี้ยเลี้ยงสวัสดิการลูกน้องและเงินค่าพัสดุ ตนไม่อยากจะพูดคนในเป็นคนไปบอกข้อมูล เรื่องมีอยู่ว่าเงินโอทีจะให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติหน้าที่ธุรการแล้วไม่มีเงินประจำตำแหน่ง ก็จะเบิกให้กับเขาซึ่งมีอยู่ประมาณ 10 คน หลังจากนั้นก็มีคนมาร้องเรียน บอกว่าเงินก้อนนี้เบิกให้กับตำรวจที่ทำหน้าที่ธุรการไม่ได้ต้องเบิกให้กับชุดพนักงานสอบสวน แล้วจะทำอย่างไร หลักปฏิบัติก็ทำกันมานานแล้ว  ตนจะทำให้ได้ไหม  ตนก็ทำไม่ได้เพราะไม่มีคนร้องเรียนขึ้นมา ตนก็ไม่ได้ทำแต่ได้สั่งการกับลูกน้องว่า คนที่ไม่มีเงินประจำตำแหน่งเดือนกุมภาพันธ์ให้คุณมาทำงานจะออกคำสั่งให้ โดยมาทำงานให้คนที่ร้องเรียนเห็น  ตนจะได้เซ็นเบิกให้ได้ หลังจากนั้นก็มีคนมาทำเรื่องเบิกพัสดุว่าเงินพัสดุกำลังจะหมดแล้ว ก็ไปเอาเงินโอทีของลูกน้องจะมาเบิกเป็นค่าพัสดุ ตอบให้หน่อยสิครับ คิดกันดูนะว่าผมไม่เบิกเงินโอทีให้ลูกน้อง แล้วจะให้ผมเอาเงินโอทีมาเบิกเป็นเงินค่าพัสดุอีก แล้วคนที่ไม่ได้โอทีเขาจะคิดอย่างไร ก็โดนโจมตีว่าผู้กำกับอมเงิน ไม่ยอมเบิกค่าโอทีให้ ตนก็เลยบอกให้ไปหาเงินจากส่วนอื่นที่จะเบิกได้ หลังจากนั้นเขาก็หายไป

พ.ต.อ.เติมเผ่า กล่าวอีกด้วยว่า ประเด็นที่สามก็พูดไปหลายครั้งแล้วเรื่องรถ เจ้าของกรรมสิทธิ์กับผู้ครอบครองมีสิทธิ์จะมาขอคืน แต่หากมีการโต้งแย้งกันก็ต้องรอศาลสั่ง ในตอนแรกลิสซิ่งก็สงสารผู้ครอบครองรถไม่อยากดำเนินคดี เพราะบางส่วนผู้ครอบครองรถจะมี 3 เดือน 6 เดือน ก็อยากจะเจรจา แต่ก็มีคนมาล้มโต๊ะ มีคนมากดดันทำให้เกิดปัญหา ทางลิสซิ่งซึ่งถือว่าเขาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ก็ได้ดำเนินการตามกฎหมายเข้ามาแจ้งความ เรื่องนี้ก็ต้องว่ากันไป

"ผมผิดหรือครับ ผมเข้าข้างลิสซิ่งหรือครับ จะไปเข้าข้างลิสซิ่งทำไม เขาไม่ได้ร้องเรียนผม  ตอนแรกลิสซิ่งไม่ได้ฟ้องแพ่งผม แต่ตอนนี้ล่าสุดผมโดนไฟแนนซ์ฟ้องแพ่งอยู่ จากอีกฝ่ายหนึ่ง ผมและพนักงานสอบสวนที่เสียชีวิตก็โดนฟ้องแพ่งเหมือนกันกับผม ตอบคำถามผมได้ไหมครับว่าผมเข้าข้างลิสซิ่งหรือยึดหลักการ ผมยึดตามนโยบายของผู้บังคับบัญชาอย่างเดียวว่าในเมื่อเราทำถูกกฎหมายเราก็ต้องทำ ใครจะมาทำอะไรเรา เราก็ไม่สนใจ เขาอาจจะใช้โอกาสก็เรื่องของเขา อยากฝากว่าให้ดูพฤติการณ์กันต่อไป ผมก็ไม่อยากจะพูดถึง ก็อยากจะขอให้จบลงตรงนี้ทุกอย่าง เพราะผมก็ต้องทำงานดีกว่าต้องมาต่อสู้ และเครียดกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ผมเอง ผมถือว่าผมทำดี ผมถึงไม่กลัวใคร ใครไม่สามารถมากดดันผมได้ ถ้าเป็นคนที่ทำไม่ถูกต้อง แต่ถ้าคนทำถูกต้องผมยินดีรับใช้” พ.ต.อ.เติมเผ่า กล่าว

นอกจากนี้พ.ต.อ.เติมเผ่ายังเปิดเผยกับสื่อมวลชนถึงปมเหตุที่ทำให้ร.ต.อ.ทวี หมื่นรักษ์ ใช้อาวุธปืนยิงตัวเองเสียชีวิตว่าปมเหตุหลักคงไม่ได้มาจากเรื่องการทำคดียึดรถจำนำจำนวน 204 คัน ที่มีการกล่าวหาว่าตนไปเร่งรัดคดี เพราะก่อนที่จะเกิดเหตุไม่ได้พบหรือได้พูดคุยกับร.ต.อ.ทวีมาประมาณ 5 วันแล้ว

ดังนั้นหากจะกล่าวหาว่าตนไปเร่งรัดคดีกดดันจนเป็นเหตุให้ร.ต.อ.ทวี เสียชีวิตนั้นคงไม่ใช่ และเพิ่งทราบจากตำรวจสืบสวนว่าก่อนเกิดเหตุ 1 วัน ทางพนักงานสอบสวนที่ทำคดีฉ้อโกงเงินจำนวน 2 ล้านบาทคนเก่า จะมีการโอนคดีมาให้ร.ต.อ.ทวีดำเนินการต่อ และในคืนนั้นได้มีการพูดคุยกันจนถึงตีสอง ประกอบกับก่อนเกิดเหตุร.ต.อ.ทวีได้ทะเลาะกับภรรยาอีกด้วย ในวันแรกก็ได้ให้เงินส่วนตัวไป 20,000 บาท เพื่อช่วยในการส่งศพกลับไปภูมิลำเนา พร้อมทั้งสั่งพวงหรีด ก็เลือกสั่งให้เขาทำให้ดีๆ ขอถามหน่อยอย่างนี้ “ผมไม่รักลูกน้องหรือ”