รวบ 'เสี่ยบิ๊ก' ตามหมายจับ คดีโกงเงินชพค.2พันกว่าล้าน

รวบ 'เสี่ยบิ๊ก' ตามหมายจับ คดีโกงเงินชพค.2พันกว่าล้าน

ตำรวจนครบาล รวบ "เสี่ยบิ๊ก" ปธ.สโมสรฟุตบอลเพื่อนตำรวจ ตามหมายจับคดีโกงเงินช.พ.ค. 2พันกว่าล้าน

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สน.ดุสิต คุมตัว นายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา หรือ เสี่ยบิ๊ก อายุ 40 ปี นักธุรกิจเจ้าของบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด และ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลเพื่อนตำรวจ มาที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติมในคดีฉ้อโกง หลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.บก.น.1 ทำการจับกุมได้เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยมี พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. สอบสวนด้วยตัวเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสัมฤทธิ์ ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 90/2559 ลงวันที่ 15 ม.ค.59 ในข้อหาร่วมกันปลอมตั๋วเงิน และใช้ตั๋วเงินปลอม ,ร่วมกันฉ้อโกง ,ร่วมกันออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับได้ตามกฎหมายโดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คฯ โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่วัดสะแก ตำบลธนู อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.57-2มิ.ย.58 ที่ผ่านมา นายสัมฤทธิ์ได้ทำธุรกรรมเกี่ยวกับการเงินผ่าน บริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ค กรุ๊ป จำกัด ,อาคารปาร์ควิเซอร์ อินโคเพล็ค ,สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ,กระทรวงศึกษาธิการ ,ธนาคารแลนด์แอนด์ เฮาส์ จำกัด(มหาชน) สำนักลุมพินีต่อเนื่องกัน

ทั้งนี้การจับกุมดังกล่าวสืบเนื่องจาก นายสัมฤทธิ์ เกี่ยวข้องกับการทุจริตเงิน สกสค. ทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) กับบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ของนายสัมฤทธิ์ จนมีความเสียหายเป็นเงินจำนวนกว่า 2.5 พันล้านบาท หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ภายหลังจากสอบสวนเสี่ยบิ๊กเพิ่มเติมเสร็จสิ้น จะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนต่อไป แต่ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบสวนภายในห้องทำงานของ ผบช.น.

ต่อมาเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน พล.ต.ท.ศานิตย์ เปิดเผยว่า เบื้องต้นจากการสอบสวน นายสัมฤทธิ์ หรือเสี่ยบิ๊ก ยังให้การภาคเสธ อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหา“ร่วมกันปลอมตั๋วเงิน และใช้ตั๋วเงินปลอม,ร่วมกันฉ้อโกง,ร่วมกันออกเช็คเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริง และบังคับใช้ตามกฎหมาย โดยมีเจตนาที่จะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คและร่วมกันออกเช็ค ในขณะออกเช็คนั้นไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึ่งให้ใช้เงินได้และธนาคารได้ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้น”

พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันในเบื้องต้น นายสัมฤทธิ์ ยอมรับว่าได้ไปทำธุรกรรมการเงินกับทาง สกสค. จริง และนำเงินออกมา 2.1 พันล้านบาท โดยมีรายละเอียดการทำธุรกรรมบางส่วนที่อาจจะไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จึงทำให้เกิดความเสียหายต่อ สกสค. จากนั้นทาง สกสค.จึงเข้ามาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.จารุวัฒน์ ไวศยะ รองผบช.น. เป็นหัวหน้าทีมสอบสวนในคดีนี้แล้ว โดยให้ระดมพนักงานสอบสวนนครบาล เพื่อจะได้รวบรวบพยานหลักฐานประกอบการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดโดยเร็วต่อไป ส่วนจะเกี่ยวข้องกับคดีที่ผู้ต้องหาเดินทางไปร้องทุกข์ที่กองบังคับการปราบปราม(บก.ป.)หรือไม่นั้น ต้องสอบสวนก่อน โดยเรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ ปี 2556-2557 แล้ว จึงต้องรอเวลาสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมด เมื่อผลออกมาก็จะมารายงานให้ทราบเป็นระยะ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจได้คัดค้านประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน โดยหลังจากสอบปากคำเสร็จสิ้นจะนำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญารัชดา ก่อนเที่ยงของวันที่ 19 ม.ค. ต่อไป

ด้านนายสอาละ กูมุดา ทนายความส่วนตัวของ นายสัมฤทธิ์ กล่าวว่า การถูกจับกุมในครั้งนี้ นายสัมฤทธิ์ ไม่รู้มาก่อนว่าตัวเองถูกออกหมายจับ เพราะไม่เคยได้รับหมายเรียกจากตำรวจ จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมพร้อมกับมีหมายจับดังกล่าวขณะกำลังไปไหว้พระทำบุญอยู่ที่ จ.อยุธยา ซึ่งเบื้องต้น นายสัมฤทธิ์ ได้ให้การปฏิเสธ ส่วนจะดำเนินการอย่างไรต่อไปหลังจากนี้นั้น ต้องรอการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเสร็จสิ้นก่อน อาจต้องใช้เวลา เนื่องจาก นายสัมฤทธิ์ ต้องให้ข้อเท็จจริงในรายละเอียดเพื่อยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิด ส่วนรายละเอียดลึกๆนั้นไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะจะส่งผลต่อรูปคดี ทั้งนี้คดีนี้ไม่ทราบว่ามีการแจ้งความไว้ตั้งแต่เมื่อใด โดยทราบแต่เพียงว่า มีการสอบสวนไปหลายปาก คาดว่าน่าจะใช้เวลาก่อนหน้านี้มากพอสมควร