“สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ไร้ เอดอง อาซาร์ด ปีกตัวเก่ง
รับมือ สคันธอร์ป ทีมจากลีก วัน ในศึกเอฟเอ คัพ รอบ 3 วันอาทิตย์ที่ 10 ม.ค. ขณะที่ “จิ้งจอก” เลสเตอร์ ไม่มี เจมี วาร์ดี กองหน้าตัวเก่งไปเยือน “ไก่เดือยทอง” สเปอร์ส ทีมจากพรีเมียร์ลีกด้วยกัน ขณะที่เจ้าถิ่นส่งทีมชุดใหญ่ลงได้ทั้งชุด ส่วน “เจอร์เกน คลอปป์” กุนซือ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ส่งดาวรุ่งลงสนามเกือบทั้งทีมไล่ตีเสมอ เอ็กเซเตอร์ ทีมจากลีกทู 2-2 ต้องเล่นเกมรีเพลย์อีกนัด
ศึกเอฟเอ คัพ รอบ 3 วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี จะเปิดสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ รับการมาเยือนของ สคันธอร์ป ทีมอันดับ 15 จากลีก วัน ในเวลา 21.00 น. โดยเกมนี้ กุส ฮิดดิงค์ กุนซือเจ้าถิ่นต้องมีการปรับทัพ 11 ตัวจริงจากเกมลีกที่บุกชนะ คริสตัล พาเลซ 3-0 หลังจากที่ เอดอง อาซาร์ด ปีกตัวเก่งได้รับบาดเจ็บโคนขาหนีบจากเกมดังกล่าว
ทำให้กุนซือชาวดัตช์น่าจะต้องคิดหนักกับผู้เล่นในแนวรุก เพราะเมื่อกลางสัปดาห์มีข่าวว่า ออสการ์ กับ ดิเอโก คอสตา มีปัญหากันในสนามซ้อมหวุดหวิดที่จะฟาดปากกัน ตำแหน่งของอาซาร์ด น่าจะเป็น เปโดน โรดริเกซ ที่ได้ลงแทน ขณะที่ ออสการ์ มีโอกาสถูกดร็อปเป็นตัวสำรอง และใช้ เชส ฟาเบรกาส ขึ้นมาเล่นเกมรุกตรงกลาง และอีกตำแหน่งเป็นของ วิลเลียน ส่วนหัวหอกยังต้องเป็น ดิเอโก คอสตา เนื่องจาก โลอิก เรมี ยังมีอาการบาดเจ็บ
แนวรับต้องลุ้นทดสอบความฟิตของ แกรี เคฮิลล์ จึงมีโอกาสที่ เคิร์ท ซูมา จะได้เล่นคู่กับ จอห์น เทอร์รี ต่อไป และมิดฟิลด์คู่กลางหาก ว่า ฟาเบรกาส ต้องไปเล่นเกมรุกอย่างเต็มตัว เนมันยา มาติช จะได้กลับมาเป็นตัวจริงร่วมกับ จอห์น โอบี มิเกล
ฝั่ง สคันธอร์ป ฟอร์มล่าสุดในศึกลีก วัน แม้จะอยู่ในอันดับ 15 จาก 22 ทีม แต่ก็ไม่แพ้ใครมาแล้ว 3 นัด จากการบุกไปเอาชนะ ดอนคาสเตอร์ 1-0 ก่อนจะมาเสมอ รอชเดล กับ วีแกน ด้วยสกอร์ 1-1 ในบ้านตัวเองทั้งสองนัด
ขณะที่เวลา 23.00 น. “ไก่เดือยทอง” สเปอร์ส จะเปิดสนามไวท์ ฮาร์ท เลน พบกับ “จิ้งจอก” เลสเตอร์ ทีมในกลุ่มหัวตารางของพรีเมียร์ลีกด้วยกัน ซึ่งทีมของ เมาริซิโอ โปเชตติโน ที่กำลังฟอร์มดี 4 นัดหลังสุดชนะ 3 เสมอ 1 ยังส่งทีมชุดใหญ่ลงสนามได้อย่างเต็มที่เพราะทีมชุดใหญ่มีเพียงแค่ มุสซา เดมเบเล ที่เจ็บเพียงคนเดียว และสามารถหาผู้เล่นทดแทนได้อย่างไม่มีปัญหา
เกมรับยังคงเป็น แยน แฟร์ทองเกน กับ โทบี อัลเดอร์ไวเรลด์ 2 นักเตะทีมชาติเบลเยียมที่เล่นด้วยกันมาตลอดตั้งแต่เปิดฤดูกาล ขณะที่แดนกลางเมื่อไม่มี เดมเบเล แต่ยังมี ทอม แคร์โรลล์ กับ เอริค ไดเยอร์ ที่กำลังฟอร์มดีด้วยกันทั้งคู่ แนวรุกยังมีทั้ง เดล อัลลี, เอริค ลาเมลา, คริสเตียน อีริคเซน และนาเซอร์ ชาดลี ที่เป็นตัวเลือกในการลงมาทำเกมให้ แฮร์รี เคน กองหน้าตัวเก่ง
ทาง เลสเตอร์ ของกุนซือเคลาดิโอ รานิเอรี มีปัญหาในแนวรุกแน่นอนเมื่อจะไม่มี เจมี วาร์ดี กองหน้าตัวเก่งที่เจ็บโคนขาหนีบ และล่าสุดทีมไม่สามารถยิงประตูได้มาแล้ว 3 นัดติดต่อกัน ทำให้ รานิเอรี กำลังตัดสินใจว่าจะให้ ชินจิ โอคาซากิ หรือว่า เนธาน ดายเออร์ ลงมาเป็นตัวจริงแทน ขณะที่ ริยาด มาห์เรซ กับ เลโอนาร์โด อูยัว จะยังได้เป็นตัวจริงต่อไป ส่วนตำแหน่งอื่นๆ ยังใช้ผู้เล่นตัวหลักลงกันครบ แม้ว่าช่วงนี้จะเป็นอีกช่วงที่ต้องเล่นหลายนัดในรอบไม่กี่วัน
โปรแกรมคู่อื่นๆ ออกซ์ฟอร์ด พบ สวอนซี, คาร์ไลส์ พบ เยโอวิล และ คาร์ดิฟฟ์ พบ ชรูว์สบิวรี
ในขณะที่ ศึกเอฟเอ คัพ เกมประเดิม รอบ 3 วันที่ 8 มกราคม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ออกไปเยือน เอ็กเซเตอร์ ทีมจากลีกทู โดยเกมนี้ เจอร์เกน คลอปป์ กุนซือทีมเยือนที่มีปัญหาเรื่องนักเตะบาดเจ็บ 12 รายพร้อมๆ กัน ตัดสินใจส่งดาวรุ่งลงสนามเกือบทั้งทีม และมี คริสเตียน เบนเทเก รับหน้าที่เป็นหัวหอกรวมทั้งกัปตันทีม
ปรากฏว่า หงส์แดง ต้องเป็นฝ่ายไล่ตีเสมอเจ้าบ้านทั้ง 2 ครั้ง โดย ทอม นิโคลส์ ยิงนำนาทีที่ 9 ก่อนที่ เฌอโรม ซินแคลร์ จะตีเสมอ 1-1 ให้หงส์แดง ในอีก 3 นาทีต่อมา จากนั้นในช่วงทดเวลาของครึ่งแรก เอ็กเซเตอร์ ได้ประตูนำไปอีกครั้งจากลูกเตะมุมของ ลี โฮล์มส์ ที่ปั่นบอลเข้าทางเสาไกล จบครึ่งแรกเจ้าถิ่นนำ 2-1 แต่ครึ่งหลังก่อนหมดเวลา 17 นาที ลิเวอร์พูล มาได้ แบรด สมิธ ยิงตีเสมอได้ ทำให้จบเกมเสมอกันไป 2-2 ต้องไปรีเพลย์แมทช์กันในอีก 11 วันข้างหน้า
จากผลเสมอนัดนี้ทำให้ลิเวอร์พูล ต้องเจอกับโปรแกรมที่หนักมากขึ้น เพราะนอกจากเกมในลีกแล้ว ยังมีเกมลีกคัพ และยูโรปาลีก รออยู่อีก ซึ่ง คลอปป์ ขอยอมรับความผิดพลาดกับผลการแข่งขันนัดนี้ด้วยตัวเอง แต่ก็ให้เหตุผลว่าที่ต้องส่งดาวรุ่งลงสนามถึง 8 คน เนื่องจากว่าเกมนี้เป็นเกมที่ 5 ของทีมในรอบ 14 วันจึงต้องการให้ผู้เล่นในทีมชุดใหญ่ได้พัก เพราะยังมีเกมพรีเมียร์ลีกนัดสำคัญกับ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล และ “ปีศาจแดง” แมนฯ ยูไนเต็ด รออยู่
อย่างไรก็ตามกุนซือหงส์แดงยอมรับว่าการที่ต้องไปเล่นเกมรีเพลย์แมทช์ ในวันที่ 20 มกราคม ทำให้ทีมต้องเจอกับโปรแกรมที่ลำบากไปอีก เพราะต้องเล่นถึง 4 ถ้วยในช่วงเดียวกัน แต่ยืนยันว่าจะส่งดาวรุ่งลงสนามอีกแน่นอน หลังจากเกมที่ผ่านมาถือว่าผลงานไม่ได้เลวร้ายอะไรมากนัก
ขณะที่ พอล ทิสเดล ผู้จัดการทีมเอ็กเซเตอร์ ยอมรับว่าผิดหวังและเสียดายที่มีโอกาสจะผ่านเข้ารอบแล้ว แต่ทำไม่สำเร็จ ทั้งๆ ที่ถือว่ามีโอกาสมากพอแล้ว





