กทม.ตั้งสถานีตรวจวัดฝุ่นเพิ่ม 4 แห่ง หลังถูกจัดอันดับ 18 เมืองใหญ่ ปริมาณน้อยกว่ามาตรฐาน
นายจุมพล สำเภาพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวว่า จากการตรวจวัดคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่องพบว่า คุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือน ม.ค. – พ.ย.2558 มีแนวโน้มดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2557 โดยในปี 2558 พบว่าปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน เท่ากับ 3.14 มีค่าลดลงจากปี 2557 โดยร้อยละของจำนวนครั้งที่เกินมาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เท่ากับ 4.94 พบว่าปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) มีร้อยละของจำนวนครั้งที่เกินมาตรฐานเท่ากับ 9.52 มีค่าลดลงจากปี 2557 โดยร้อยละของจำนวนครั้งที่เกินมาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) เท่ากับ 9.88 ซึ่งผลการวิจัยของ Airport Parking and Hotels (APH) ระบุว่ากรุงเทพฯเป็นเมืองใหญ่ที่มีมลพิษทางอากาศน้อยที่สุดในปี 2558 โดยมีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI : Air Quality Index) เท่ากับ 18 ซึ่งหมายถึงคุณภาพอากาศดี เมื่อเทียบกับ 28 เมืองที่ได้รับการสำรวจ เช่น นิวยอร์ค ซานฟรานซิสโก และลอนดอน
ทั้งนี้การที่คุณภาพอากาศโดยรวมของกรุงเทพฯ ดีขึ้น เนื่องจากกทม.ได้ดำเนินการตามมาตรการเพื่อลดมลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด โดยความร่วมมือของ 50 สำนักงานเขต ดำเนินการล้างถนนและทางเท้า เพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงเพิ่มความถี่ในการล้างถนนในเส้นทางที่มีการก่อสร้างอาคารหรือโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ การใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวดในการตรวจจับและห้ามใช้รถควันดำบริเวณพื้นที่ที่มีปัญหามลพิษทางอากาศ การสร้างความร่วมมือเพื่อลดฝุ่นละอองจากการก่อสร้าง โดยใช้หลักการระวังไว้ก่อน ตั้งแต่ปี 2554–2557 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกทม. และผู้ประกอบการก่อสร้างในการปรับปรุงให้เป็นไปตามมาตรการลดฝุ่นละออง เช่น เข้มงวดในการปกคลุมผ้าใบ การควบคุมการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองจากการเปิดหน้าดิน การล้างตัวรถและล้อรถก่อนออกสู่ภายนอกโครงการ และมาตรการรณรงค์ให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น
นายจุมพล กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันกทม.ได้ตั้งสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศเพิ่มเติมจากเดิม จำนวน 4 สถานี เพิ่มอีก 46 สถานี รวมเป็นสถานีที่อยู่ในการดูแลของกทม.จำนวน 50 สถานี ครอบคลุมพื้นที่ทุกเขตในกรุงเทพฯ ซึ่งจะแล้วเสร็จและทำงานได้ในต้นปี 2559 ซึ่งจะทำให้กทม.สามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศได้ครอบคลุมทั่วพื้นที่ และสามารถนำข้อมูลมาวางแผนกำหนดมาตรการรองรับ และแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศได้
อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศให้ประสบความสำเร็จนั้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงประชาชนเป็นสำคัญ กทม.จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมใจในการดำเนินชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยการปฏิบัติตนง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การลดการใช้รถยนต์ หันมาใช้การขนส่งมวลชนมากขึ้น หรือการใช้จักรยาน เป็นต้น




