เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี อยู่ในขั้นวิกฤตหนัก หลังน้ำในเขื่อนเหลืออยู่ที่ 7% สามารถใช้น้ำอุปโภคบริโภค อีกแค่ 20 วันเท่านั้น
นายอัตพร ปัญญาโฉม ผู้อำนวยการจัดสรรน้ำสำนักงานชลประทานที่10 จังหวัดลพบุรี เปิดเผยว่า สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดลพบุรีและลุ่มน้ำป่าสักในขณะนี้ ถือว่าวิกฤตหนักและน่าเป็นห่วงอย่างมาก หลังจากที่ปริมาณสะสมในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จังหวัดลพบุรี ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้เหลือน้ำอยู่ที่ 73 ล้านลูกบาศเมตร
โดยผู้อำนวยการจัดสรรน้ำสำนักงานชลประทานที่10 จังหวัดลพบุรี ระบุว่า ทางเขื่อนได้ปล่อยน้ำทางประตูฉุกเฉิน เพื่อนำน้ำไปรักษาระบบนิเวศน์ท้ายเขื่อน อยู่ที่วันละ 5 ลูกบาศเมตรต่อวินาที หรือวันละ 1.3 ล้านลูกบาศเมตร โดยไม่มีน้ำไหลเข้าเขื่อนต่อเนื่องกันมาหลายเดือนแล้ว ซึ่งจะทำให้สถานการณ์แบบนี้ น้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จะสามารถใช้น้ำได้อีกแค่ 20 วัน และจะสามารถมีน้ำใช้ได้แค่กลางเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้เท่านั้น
นายอัตพร ยังกล่าวอีกว่า ในการบริหารจัดการน้ำของเขื่อนป่าสักในขณะนี้ ทางเขื่อนพยายามประคับประคองให้สามารถใช้น้ำให้ได้นานที่สุด และน้ำของเขื่อนป่าสักที่เหลือ 73 เปอร์เซ็นต์นี้ก็จะสามารถใช้ได้จนหยดสุดท้ายของน้ำในเขื่อน เพราะน้ำของเขื่อนป่าสักไม่ต้องนำไปผลิตกระแสไฟฟ้า จึงสามารถใช้ได้จนหยดสุดท้าย แต่หลังน้ำหมดเขื่อน จะทำให้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำอุปโภค บริโภค ทำการเกษตร และการไล่น้ำเสียและน้ำเค็มในอนาคต จะทำให้ตั้งแต่จังหวัดลพบุรี สระบุรี อยุธยา ปทุมธานีได้รับผลกระทบหนักโดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย
ซึ่งผู้อำนวยการจัดสรรน้ำสำนักงานชลประทานที่ 10 บอกต่อว่า ขณะนี้ทางชลประทานก็ได้ประสานกับศูนย์ฝนหลวงภาคกลาง ที่ตั้งฐานปฎิบัติการฝนหลวงที่จังหวัดลพบุรี เพื่อให้เพิ่มเที่ยวบินทำฝนหลวงให้มากขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำป่าสัก เพื่อหวังว่า ฝนเทียมที่ทำจะตกลงมาในเขื่อน เพื่อเติมน้ำให้เขื่อนให้พ้นวิกฤตแล้งของปีนี้ แต่หากฝนหลวงและฝนธรรมชาติไม่ช่วยคงต้องมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้งต่อไป





