วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เตือนครูอย่าหลงเชื่ออบรมเพื่อรับประเมินวิทยฐานะใหม่

ศธ.เตือนครูอย่าหลงเชื่ออบรมเพื่อรับประเมินวิทยฐานะใหม่ แนะใจเย็นรอศึกษาคู่มือจากสำนักงาน ก.ค.ศ.

รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ขอให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคคลกรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ประสานไปยังมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.)แห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพฯ ภายหลังได้รับทราบข้อมูลจากครูและบุคลากรทางการศึกษาว่า คณะศึกษาศาสตร์ของ มรภ.ดังกล่าวประกาศเปิดรับสมัครอบรมครูเพื่อยื่นขอรับการประเมินวิทยฐานะ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ตามข้อตกลงในการพัฒนางาน(Performance Agreement :PA)ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ใหม่ที่เพิ่งประกาศใช้ โดยเก็บค่าอบรมรายละประมาณ3,000บาทด้วย โดยแจ้งกับทาง มรภ.ว่าอาจจะเป็นการดำเนินการที่ไม่เหมาะสม โดยขณะนี้ ก.ค.ศ.อยู่ระหว่างการจัดทำคู่มือเพื่อเผยแพร่ไปยังส่วนราชการและข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษา เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับข้าราชการครูที่ต้องการขอรับการประเมินฯ ได้รับทราบรายละเอียด

“เท่าที่ทราบตอนนี้มีเพียงแห่งเดียวที่เปิดอบรมในลักษณะนี้ ซึ่งในทางปฏิบัติ ศธ.คงไม่สามารถไปห้ามไม่ให้หาวิทยาลัยจัดอบรมในลักษณะดังกล่าวได้ เพราะถือว่าเป็นการบริการทางวิชาการลักษณะหนึ่งซึ่งไม่ผิด แต่ในกรณีนี้ก็อาจมองไปได้เช่นเดียวกันว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่เหมาะสม และหลักเกณฑ์ประเมินใหม่นี้จะเน้นวัดผลที่เป็นรูปมธรรม ดูที่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กเป็นสำคัญไม่ใช่ประเมินจากเอกสารเช่นที่ผ่านมา จึงอยากเตือนครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เตรียมขอรับการประเมินตามหลักเกณฑ์ใหม่อย่างเพิ่มหลงเชื่อเพราะอาจเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ แต่ขอรอศึกษาคู่มือของ ก.ค.ศ.กำลังดำเนินการอยู่”รศ.นพ.กำจร กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ และผู้บริหาร ศธ.มีความห่วงและไม่อยากให้เกิดวัฒนธรรมการติวเพื่อเข้ารับการประเมินวิทยะฐานะ หรือช่วยเหลือกันในลักษณะที่ไม่เป็นความจริง เพราะการเกณฑ์ใหม่จะเน้นที่คุณภาพของเด็กเป็นสำคัญ ไม่อยากให้ครูไปจัดทำ การประเมินที่มีลักษณะหลอกลวง และไม่ตรงตามความเป็นจริง

ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีผู้ร้องเรียนว่าคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาในหลายเขตแสวง หาผลประโยชน์ ในการเรียกรับเงินเกี่ยวกับการย้ายครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่นั้น ยอมรับว่าเรื่องนี้ยากแก่การตรวจสอบ เพราะเป็นลักษณะของการสมยอมกัน ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถดำเนินการกับเขตพื้นที่ฯที่มีปัญหาในลักษณะดังกล่าวได้ทันทีซึ่งอาจจะต้องมีการปรับแก้กฎหมายในภายรวมทั้งหมด เพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้ครอบคลุม