หน.ฝ่ายสอบสวนคดีค้ามนุษย์ นำเหยื่อทั้งบังคลาเทศและโรฮิงญา ชี้ตัวผู้ต้องหาทั้ง17คน พบชี้ตัวได้อย่างแม่นยำ
พล.ต.ต.ปวีณ พงษ์สิรินทร์ รองผบช.ภาค8 หัวหน้าฝ่ายสอบสวนคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา ประจำศปก.ภาค9 ส่วนหน้า ได้นำพยาน ซึ่งเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ชาวบังคลาเทศ 15 คน ชาวโรฮิงญา 18 คน และพยานคนไทย 1 คนไปชี้ตัวผู้ต้องหาค้ามนุษย์ 17 คน ที่เรือนจำจังหวัดนาทวี ซึ่งเหยื่อกลุ่มนี้ถูกขบวนการค้ามนุษย์กักตัวอยู่บนแคมป์เขาแก้ว ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา และทั้งหมดสามารถชี้ตัวผู้ต้องหาทั้ง17คนได้อย่างแม่นยำ
ทั้งนี้ในจำนวนเหยื่อค้ามนุษย์ ที่เจ้าหน้าที่นำไปชี้ตัวผู้ต้องหา มี3 ราย ที่ตกอยู่ในสภาพที่ขาลีบไม่มีเรี่ยวแรงต้องใช้ที่ช่วยพยุงตัว เนื่องจากถูกกักตัวให้อยู่ภายในแคมป์บนเขาแก้ว
ส่วนความคืบหน้าคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา พล.ต.ต.พุทธิชาต เอกฉันท์ รองผบช.ภาค9 โฆษก ศปก.ภาค9 ส่วนหน้า เปิดเผยว่าล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายจับผู้ต้องหาไปแล้ว89หมาย ควบคุมตัวได้แล้ว55 คนและยังหลบหนีอีก34 คน นอกจากนี้ยังได้ควบคุมตัว นายอับดุลนาเซท อายุ 30 ปี ชาวเมียนม่า และนายฮาซอล อายุ 26 ปี ชาวบังคลาเทศ 2ผู้ต้องหา คดีค้ามนุษย์ที่จับกุมได้ล่าสุดมาทำการสอบปากคำเพิ่มเติมที่ เพื่อขยายผลไปยังเครือข่ายค้ามนุษย์ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติว่ามีใครที่มีส่วนเกี่ยวข้องอีกหรือไม่เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานนำไปสู่การออกหมายจับเพิ่มเติม
ทั้งนี้จากการสอบสวนทั้ง2คน พบว่าเป็นผู้นำพาชาวโรฮิงญาและบังคลาเทศเข้ามาและส่งต่อให้กับขบวนการค้ามนุษย์นำไปกักขังไว้บนเทือกเขาแก้วในต.ปาดังเบซาร์ และจากการสอบสวนปากทั้ง2คนยังคงให้การปฏิเสธ
ด้านความคืบหน้ากรณีชางโรฮิงญา ที่ตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์หลบหนีออกจากสถานคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในอ.รัตภูมิ จ.สงขลา จำนวน11 คน เมื่อวันที่7 มิ.ย.
ที่ผ่านมาและติดตามกลับมาได้แล้ว6 คน เหลือ คนที่ยังไม่พบตัว ล่าสุดเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวชาวโรฮิงญาทั้ง5 คนกลับมาได้แล้วหลังจากได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่าพบวนเวียนอยู่ในป่าสวนยางบริเวณเทือกเขาแก้ว หมู่11 บ้านนิคม ต.กำแพงเพชร อ.รัตภูมิ ในสภาพที่อิดโรยและออกมาขอความช่วยเหลือจากชาวบ้าน เจ้าหน้าที่จึงนำตัวกลับมาดูแลยังสถานคุ้มครองสวัสดิภาพผู้เสียหายจากการมนุษย์ ทั้งนี้ทราบว่าทั้ง5คนต้องการที่จะเดินทางต่อไปยังประเทศที่3 แต่ไม่ทราบเส้นทางและต้องเดินวนเวียนพลัดหลงอยู่ในป่านาน4 วัน
ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มมาตรการเข้มงวด ในการดูแลชาวโรฮิงญากว่า100 คนที่อยู่ในสถานคุ้มครองแห่งนี้โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนเพื่อป้องกันการหลบหนีเนื่องจากบางส่วนอยู่ในสภาพที่เริ่มอึดอัดและต้องการเดินทางต่อไปยังประเทศที่สาม





