กทม.เผยความเร็วรถยนต์ลดลง 15 กม./ชม. หลังปริมาณรถเพิ่มขึ้น 8.6 ล้านคัน คาดปี 72 คนใช้รถไฟฟ้าเพิ่ม 20.7%
นายสุธน อาณากุล รองผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กรุงเทพมหานคร(กทม.) กล่าวถึงการแก้ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ ว่า ขณะนี้จำนวนรถยนต์มีมากขึ้นในกรุงเทพฯถึง 8.6 ล้านคัน โดยมีประชากรตามทะเบียนราษฎร์ในกรุงเทพฯประมาณ 5.6 ล้านคน เมื่อรวมกับประชากรแฝงจากปริมณฑลรวมกันเป็น 10 ล้านคน ซึ่งประชากรแฝงที่เดินทางเข้ามาในกรุงเทพฯก็เป็นปัจจัยที่ทำให้การใช้รถยนต์มีมากกว่าเดิม โดยการเดินทางเพิ่มขึ้นเป็น 17 ล้านเที่ยว แบ่งเป็นการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล 37 เปอร์เซ็นต์ ระบบขนส่งมวลชนหรือรถไฟฟ้า 5.8 เปอร์เซ็นต์ รถประจำทางหรือขนส่งทางเรือ 20 เปอร์เซ็นต์ ก็จะเห็นว่าการเดินทางด้วยรถยนต์ยังมีมากกว่าการเดินทางประเภทอื่น
นายสุธน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ การแก้ปัญหารถติดยอมรับว่าแก้ได้ยาก เพราะการเดินทางของประชาชนขณะนี้สามารถคำนวณลดลงมาที่ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จากเดิมปี 2552 ความเร็วการใช้รถยนต์อยู่ที่ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ปัจจุบันหากออกจากบ้านไปที่ทำงานก็จะคำนวณได้ว่าระยะทาง 15 กิโลเมตรจะใช้เวลา 1 ชั่วโมง โดยเฉพาะในปี 2556 ในโครงการรถคันแรกพบว่ามีจำนวนรถยนต์เพิ่มวันละ 2 พันคัน ทำให้มีอัตราเฉลี่ยความเร็วการใช้รถยนต์ลดลงมา ส่วนกรณีถ้ารถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างแล้วเสร็จในกรุงเทพฯทั้งหมด 8 สายหลัก กับ 5 สายรองในปี 2572 คาดว่าจะยังไม่สามารถแก้ปัญหารถติดได้ทั้งหมด ถึงแม้อัตราการใช้ระบบขนส่งมวลชนจะเพิ่มเป็น 20.7 เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการเพิ่มจากผู้ที่คนที่เคยใช้รถเมล์ หรือเรือโดยสาร ไม่ได้เพิ่มขึ้นจากผู้ใช้รถยนต์เท่าที่ควร ทำให้อัตราการเพิ่มรถยนต์จะเพิ่มขึ้นเช่นเดิม
นายสุธน กล่าวด้วยว่า ส่วนแนวคิดจากหลายฝ่ายในการแก้ปัญหารถติดในการเก็บภาษี การเก็บค่าที่จอดรถ หรือค่าผ่านทางเพื่อจะลดการใช้รถยนต์ของประชาชนนั้นก็เป็นแนวทางหนึ่งที่จะลดการใช้รถยนต์ แต่ในเบื้องต้นอาจจะต้องมีการสร้างระบบที่จะป้อนผู้โดยสารไปยังระบบขนส่งรถไฟฟ้าได้ทั้งหมด ซึ่งคาดว่าใน 5 ปีน่าจะมีโอกาสเป็นไปได้ ขณะที่แนวคิดจากนักวิชาการในการควบรวมหน่วยงานการแก้ปัญหาจราจรนั้นก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะปัจจุบันมีหน่วยงานที่แก้ปัญหาจราจรกว่า 30 หน่วยงาน แต่ต้องเป็นนโยบายของรัฐบาล เพราะรัฐบาลมีหน่วยงานแก้ปัญหาจราจรมากกว่ากทม.





