“ประยุทธ” สั่งกวดขัน “ร้านเหล้า” รอบมหาวิทยาลัย “ยงยุทธ” ยอมรับห่าง 3 กม.เป็นไปไม่ได้ เหตุติดชุมชน กระทบผู้ประกอบการ
นายบุญส่ง ชเลธร รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ สถาบัน รัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต พร้อมด้วยกลุ่มนักศึกษา และแกนนำเครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่จำนวน 30 คน เข้าพบนายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านสังคม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ เพื่อเสนอปัญหาร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งติดตามความคืบหน้าการออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในรัศมี 500 เมตร รอบมหาวิทยาลัย อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2551 มาตรา 27 โดยคาดหวังให้มีผลบังคับใช้ได้ในรัฐบาลนี้
ทั้งนี้นายบุญส่ง กล่าวว่า กรณีที่นักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตถูกยิงเสียชีวิต หลังออกจากร้านเหล้าข้างมหาวิทยาลัย ส่งผลให้เราต้องสูญเสียครั้งสำคัญ ล่าสุดได้หารือระหว่างอธิการบดี ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งทหาร ตำรวจ ภาคประชาชน เห็นตรงกันว่าในส่วนของมหาวิทยาลัยรังสิต ควรมีข้อกำหนดควบคุมร้านเหล้าให้ห่างออกไปจากรั้วมหาวิทยาลัย 3 กิโลเมตร เพราะสำหรับที่นี่หากกำหนดแค่ 300-500 เมตร คงไม่มีประโยชน์แม้ข้อเสนอนี้จะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก เนื่องจากมีผลประโยชน์ทางธุรกิจ และอิทธิพลมหาศาล แต่เทียบไม่ได้กับชีวิตนักศึกษาและประชาชนที่ต้องคอยระแวง
นายบุญส่ง กล่าวว่า ช่วง03.00-04.00 น.จะมีการเปิดเพลงเสียงดังโวยวายไม่ได้นอน แม้ก่อนหน้านี้ชาวบ้านเคยขอร้องหรือเข้าไปพูดคุยแต่กลับถูกข่มขู่ เช่น ยิงปืนขู่ รถยนต์ที่จอดไว้ถูกทุบทำลาย จึงน่าเห็นใจว่าสิทธิพลเมืองของชาวบ้านอยู่ตรงไหน อีกทั้งต้องทนทุกข์หลายสิบปี และกรณีร้านเหล้าที่เกิดเหตุรายล่าสุด ถูกสั่งปิด15 วัน ซึ่งเชื่อว่าอีกไม่กี่วันก็จะครบกำหนดกลับมาเปิดได้ใหม่อีกครั้งโดยที่ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
“ความหนาแน่นของร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัยรังสิตเมื่อ 2 ปีก่อน มีจำนวน 26 ร้าน แต่ตอนนี้คงขยายเพิ่มขึ้นเต็มไปหมด เหล้าหาซื้อได้อย่างสะดวกสบาย หรือแม้แต่ร้านสะดวกซื้อยังขายไม่จำกัดเวลา ทั้งที่ผิดกฎหมาย ดังนั้นจึงขอฝากความหวังไว้กับรัฐบาล ให้ช่วยผลักดันร้านเหล้าให้ห่างออกไป รวมถึงผู้รักษากฎหมายต้องเข้มงวดตั้งด่านตรวจจับอย่างจริงจัง หากร้านใดทำผิดกฎหมาย จำหน่ายสุราเกินเวลา ไม่มีใบอนุญาต เปิดผิดประเภท หรือขายให้อายุต่ำกว่า 20 ปี ต้องจัดการขั้นเด็ดขาดและกรมสรรพสามิตต้องเข้มงวดในการออกใบอนุญาต หากพบว่าทำผิดต้องถูกเพิกถอนไม่สามารถจำหน่ายสุราได้อีก ตอนนี้ใบอนุญาตขายเหล้าที่ออกไปแล้วมีมากกว่า 6 แสนราย ยังไม่นับรวมร้านค้าที่ไม่ออกใบอนุญาตจำนวนมาก เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่กระทรวงการคลัง กรมสรรพสามิตต้องทบทวน” นายบุญส่ง กล่าว
ด้านนายยงยุทธ กล่าวว่า บริเวณที่ใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัย มีการฆ่ากันเกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งรัฐบาลเห็นว่าเป็นกรณีหนึ่งที่ร้ายแรงต้องหาทางแก้ไขและป้องกัน ทั้งนี้ตนของให้นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นประธานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในเรื่องของที่จะมีการขายสุราหรือสิ่งมึนเมา โดยเฉพาะที่ใกล้สถานศึกษา ซึ่งความจริงแล้วมีกฎหมายระบุว่าให้ทำได้ และมีความพยายามที่จะดำเนินการแต่ไม่ง่ายนัก เนื่องจากทั้งโรงเรียนและสถานศึกษาตั้งอยู่ชุมชนซึ่งมีสถานประกอบการและผู้ค้าอยู่จำนวนมาก
รองนายกรัฐมนตรี ด้านสังคม กล่าวว่า การที่จะขีดเส้นตรงไหนจึงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควร เช่น มีบางคนเสนอว่าต้องมีระยะห่าง 300-500 เมตร หรือ 1 กม.ซึ่งเห็นว่าจะเป็นการกินเนื้อที่ของบริเวณหลายแห่ง เช่น ในเขตเมือง ไม่ว่าบริเวณรัชดา สยาม ตนจึงขอให้มีการพิจารณาใหม่ คือให้มีการขีดเส้นไฟแดงซึ่งจะให้แคบลงเป็นบริเวณใกล้กับตัวสถานศึกษา ส่วนจะเป็นขอบเขตเท่าใดอยู่ในขั้นการพิจารณา ส่วนบริเวณพื้นที่เขตไฟเหลืองจะให้ผู้รักษากฎหมายเข้าไปดู ไม่ให้มีการละเมิดกฎหมาย หรืออาจจะให้กำหนดเวลาการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในบริเวณไฟเหลืองให้น้อยกว่าบริเวณอื่น ๆ
นายยงยุทธ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องนี้และสั่งการให้กวดขันเรื่องเหล้า ที่ทำผิดกฎหมายจะต้องจัดการ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าคณะกรรมการของกระทรวงสาธารณสุข จะไปพิจารณาและอาจใช้เวลาไม่นาน เพราะกระทรวงสาธารณสุขรู้เรื่องนี้และเป็นห่วงในเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ความจริงเราก็ได้มีการพูดคุยกันหลายครั้ง ขณะเดียวกันผู้รักษากฎหมายก็ต้องมีความเข้มงวดมากขึ้นด้วย ขณะที่ทางสถานศึกษาต่าง ๆ จะดำเนินการร่วมกันกับผู้รักษากฎหมายถือเป็นเรื่องที่ดี ความจริงแล้วเหล้าเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในการก่อเหตุเท่านั้น แต่ยังมีเหตุอื่น เช่น การทะเลาะเบาะแว้งส่วนตัวก็มีส่วนด้วย
ส่วนที่ประชาชนคาดหวังกับรัฐบาลชุดนี้ ว่าจะสามารถดำเนินการอย่างจริงจังได้หรือไม่ รองนายกรัฐมนตรี ด้านสังคม กล่าวว่า เป็นเหตุร้ายที่รัฐบาลเสียใจ ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดขึ้นแต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะต้องมีการแก้ไข ทั้งนี้รัฐบาลจะพยายามทำอย่างเต็มความสามารถ และเรื่องถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงที่เราจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอีก




