"เกรียงไกร"เปรย กรรมการวัดบ้านไร่ชุดใหม่ จะคืนเงินสำรองจ่าย สร้างวิหารเทพหรือไม่ ให้ไปคิดกันเอง ยัน"วัด และหลวงพ่อคูณ"ไม่ได้ เป็นหนี้ 100 ล้านบาท
นายเกรียงไกร จารุทวี รักษาการ รองประธานคณะกรรมการวัดบ้านไร่ / ผู้ดูแลวิหารเทพฯ ให้สัมภาษณ์ รายการ “เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ “ กรณี เบื้องลึกหนี้ 100 ล้านบาท วัดบ้านไร่ ว่า ขณะนี้ประธานคณะกรรมการวัดบ้านไร่ คือ พล.ต.ต.มหัคฆพันธ์ สุรคุปต์ ประธานวัดบ้านไร่ และมีกรรมการวัดชุดเก่าที่ได้รับการแต่งตั้งกลับเข้าไปเป็นกรรมการประมาณ 3-4 ท่าน
ถามว่า ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าโครงการก่อสร้างวิหารเทพฯของหลวงพ่อคูณ ติดหนี้อยู่ 100 ล้านบาท นายเกรียงไกร กล่าวว่า หลวงพ่อคูณไม่เคยเป็นหนี้ และวัดบ้านไร่ไม่เคยเป็นหนี้ ตนเป็นผู้รับผิดชอบดูแลก่อสร้าง เมื่อต้องการให้งานสำเร็จ ตนก็ต้องไปหาเงินมาหมุน เพื่อให้งานสำเร็จ และในที่ประชุมคณะกรรมการชุดเก่าได้บอกไว้ว่าถ้าวิหารเทพมีรายได้เมื่อไหร่ให้นำเงินที่ตนสำรองจ่ายออกไปมาคืน และเป็นมติที่ประชุมรับทราบของคณะกรรมการชุดเก่าทุกท่าน
นายเกรียงไกร กล่าวว่า การทำงานของตน ทุกๆ เดือนจะเสนอบัญชีรายรับ รายจ่าย รวมถึงบัญชีค้างเงิน จะรายงานให้คณะกรรมการรับทราบทุกเดือน และลงลายลักษณ์อักษรทุกเดือน แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฎเป็นข่าวมันคนละเรื่องกัน
ถามว่า มีข่าวออกมาว่าทางวัด และหลวงพ่อคูณ ค้างหนี้ 100 ล้านบาท ในการก่อสร้างวิหารเทพ นายเกรียงไกร กล่าวว่า ไม่มีครับเพราะการก่อสร้างวิหารเทพ ไม่เกี่ยวกับหลวงพ่อ ไม่เกี่ยวกับวัด ทางลูกศิษย์ช่วยกันหาเงินกันเองมาตลอด ไม่เกี่ยวกับหลวงพ่อ หรือไปเอาเงินส่วนตัวหลวงพ่อ ไปเอาเงินวัด เพียงแต่หลวงพ่อแผ่บารมีในการสร้างพระกริ่งรุ่นแรก เพื่อหาทุนสร้างเท่านั้น
ถามว่า ที่มาของเงินงบก่อสร้าง 355 ล้านบาท นายเกรียงไกร กล่าวว่า หลวงพ่อคูณอนุญาติให้ลูกศิษย์สร้างพระกริ่งพระเทพวิทยาคมมาสร้างวิหาร , ลูกศิษย์หามาบริจาครวม และผู้บริจาคศัทธาบริจาครวม ซึ่งทุกคนที่บริจาคจะมีป้ายชื่อทุกคน และเมื่อเงินใช้ในการก่อนสร้างไม่พอ และต้องทำให้เสร็จภายในเดือนตุลาคม ปี 2556 และวันเกิดหลวงพ่อ ตนในฐานะผู้รับผิดชอบก็ต้องทำงานให้เสร็จ จึงไปกู้เงินมาในส่วนที่ขาด 100 ล้านบาท และที่สำรองจ่ายออกไป ตนก็ไม่เคยทวงคืน เงินที่ได้จากการสร้างพระกริ่ง ประมาณ 137 ล้านบาท , ลูกศิษย์ช่วยกันระดมเงินได้ประมาณ 80 กว่าล้านบาท , จากกรรมการวัด 3 ล้านบาท และบุคคลทั่วไปอีก 28 ล้านบาทประมาณนี้
ถามว่า 95 ล้านบาท ที่สำรองทดลองจ่ายออกไป ตั้งแต่เดือน ต.ค.56 – พ.ค.58 มีรายได้อะไรบ้างของวัด และของวิหารเทพฯ ที่เวียนกลับมาใช้คืนเงินที่สำรองจ่ายตรงนี้บ้าง นายเกรียงไกร กล่าวว่า มี บางครั้งมีรายได้ 100,000 – 300,000 บาท ที่ผมสำรองจ่ายไป ตนก็กันเงินขึ้นมาใช้ ตนได้ใช้เพียงไม่กี่แสน
ถามว่า จาก 95 ล้านบาท ได้คือเพียงแค่หลักแสน แล้วจะนำเงินที่ไหนไป คือหนี้ ที่ไปยืมมา นายเกรียงไกร กล่าวว่า เรื่องนี้ตนทำใจแล้ว และมีความศรัทธาในตัวหลวงพ่อ เจ้าหน้าที่จะมายึดตึกตนก็ไม่ว่าอะไร เพราะหลวงพ่อท่านมีปฏิหาร เป็นคนดีจริงๆ ตนรู้จักท่านปี 2552 เพราะท่านบอกว่า “ กูไม่ให้เงินแล้ว ต่อไปนี้กูจะให้ธรรมะชาวบ้าน และให้ชาวบ้านมีงานทำ “ และชาวบ้านที่อยุ่บริเวณรอบๆวัดตอนนี้ ก็มีรายได้
ถามว่า จากเดือน ต.ค.56- พ.ค.58 กิจกรรมวัดมีต่อเนื่องไม่มีเงินหมุนเวียนกลับมาเพื่อล้างสำรองจ่ายบ้างหรือไม่ นายเกรียงไกร กล่าวว่า เราต้องนำเงินไปจ่ายร้านค้าที่ค้างงานระบบไฟฟ้า ประปาในการก่อสร้างวิหารเทพ ซึ่งเราเป็นหนี้ อยู่ประมาณ 8-9 ล้านบาท ตอนนี้เหลือ อยู่ 4 ล้านบาท ส่วนรายได้วัดต่อเดือนประมาณ 2-3 ล้านบาท ก็ต้องซื้อสินค้าเข้าวัด , จ่ายเงินเดือน , ค่าน้ำ-ค่าไฟ ประมาณ 2 ล้านบาท แล้วบางส่วนก็นำมาปรับปรุงวิหารต่อให้เรียบร้อย
ถามว่า รู้สึกอย่างไร หนังสือพิมพ์พาดหัว ว่า “วางบิลในที่ประชุม ทวงเงิน 100 ล้านบาท” นายเกรียงไกร กล่าวว่า ตนไม่รู้สึกอะไร รู้สึกเป็นธรรมชาติ มากสำหรับเมืองไทย ไม่รู้สึกอะไร เลย เพราะเตรียมมา และระหว่างสร้างวิหารก็เป็นแพะมาหลายปีแล้ว ในเรื่องว่า ตนจะยึดวัดบ้าง , หลวงพ่อไม่ให้สร้าง ตนก็มีหลักฐานยืนยันว่าหลวงพ่อให้สร้าง แล้วตั้งแต่ตนสำรองจ่ายไป ตนไม่เคยคิดเลยว่าจะหาประโยชน์จากวัด ไม่โกรธ ไม่ตอบโต้ว่าใครให้ร้ายตน ความจริงคือความจริง
ถามว่า คิดว่าคณะกรรมการวัดชุดใหม่ ควรจะทยอยล้างสำรองจ่ายก้อนนี้หรือไม่ นายเกรียงไกร กล่าวว่า แล้วแต่กรรมการ ตนไม่กะเกณฑ์ ไม่ทวง ไม่คืนไม่ว่า จะยึดตึกก็ยึดตึก ในเรื่องส่วนตัวตนใครจะยึดตึกยึดทรัพย์ก็ยึดไป แต่กรรมการวัดท่านก็ไปคิดเอาเอง ว่า ผมเสียสละขนาดนี้แล้ว แล้วท่านจะตอบอย่างไรกับผมก็แล้วแต่ท่าน





