คนระนองออกโรง! ค้านแนวคิดตั้งศูนย์พักพิงผู้อพยพชาวโรฮิงญาในพื้นที่ ด้านเครือข่ายประชาชน 190 ชุมชน ยืนกรานแนวคิดเดิม
นายสุชีพ พัฒน์ทอง ประธานเครือข่ายประชาชน 190 ชุมชนจังหวัดระนอง กล่าวว่าทางเครือข่ายประชาชนทั่วทั้งจังหวัดระนองยังยืนกรานเจตนาเดิมเมื่อปี 2551 ที่เคยรวมตัวกว่าสามพันคนออกมาคัดค้านแนวคิดการจัดตั้งศูนย์ผู้อพยพชาวโรฮิงญาในพื้นที่จังหวัดระนองมาแล้วครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้ก็เช่นกันหากมีการดื้อดึงที่จะผลักดันก็จะเจอกับกระแสต้านอย่างรุนแรงแน่นอน เพราะปัญหาของพม่าแต่กลับจะนำมาให้คนระนองต้องแบกรับนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ปัจจุบันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากแรงงานต่างด้าวชาวพมียนมาที่เข้ามาสร้างปัญหา ก่อให้เกิดผลกระทบมากเพียงพออยู่แล้ว ยังจะนำชาวโรฮิงญาเข้ามาอีกคนคิดอยู่กรุงเทพฯแต่คนรับกรรมอยู่ที่ระนอง
ดังนั้นยืนยันว่าไม่มีใครยอมอำนาจทหารยิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่เมื่อประชาชนเจ้าของพื้นที่ไม่ยอม ก็ดูว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร อย่ามัวแต่กลัวอเมริกาหรือกลุ่มสิทธิมนุษยชนให้มาก ต้องคิดถึงคนในพื้นที่ด้วย ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นของเมียนมา เจ้าของปัญหาเขาไม่สนเราต่างหากเจ้ากี้เจ้าการหาผลประโยชน์กันเองจนกลายเป็นการชักศึกเข้าบ้าน หากตั้งศูนย์อพยพในไทยต่อไปการค้ามนุษย์ก็จะกลายเป็นเรื่องถูกกฏหมาย
นายนิตย์ อุ่ยเต็กเค่ง ประธานเครือข่ายภาคประชาสังคมจังหวัดระนอง กล่าวว่า จากกรณีที่ทางรัฐบาลจะดำเนินการผักดันให้มีการจัดตั้งศูนย์พักพิงโรฮิงญาขึ้นนั้น อีกทั้งยังมีกระแสข่าวว่าอาจจะตั้งในพื้นที่จังหวัดระนอง โดยเฉพาะบนเกาะร้างในทะเลอันดามัน หรือเกาะที่ยังมีปัญหากับทางเมียนมา ที่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นของประเทศใด ตั้งอยู่ในแนวรอยต่อพรมแดนทางทะเลไทย-พม่าในทะเลอันดามัน
ที่ผ่านมาเคยมีการเข้ามาศึกษาเรื่องการจัดตั้งศูนย์อพยพหรือศูนย์พักพิงผู้อพยพชาวโรฮิงญาที่บริเวณบ้านบางเบน ต.ม่วงกลวง อ.กะเปอร์ จ.ระนอง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้แนวชายฝั่งทะเลอันดามัน ปรากฏว่าถูกต่อต้านจากชาวบ้านที่ทราบข่าวจนมีการล้มเลิกแผนการดังกล่าว
นายนิตย์ กล่าวต่อว่า ส่วนแนวคิดที่จะหาพื้นที่เกาะหรือพื้นที่ใดๆใน จ.ระนองก่อตั้งเป็นศูนย์รับผู้อพยพนั้นคงไม่มีใครเห็นด้วยอย่างแน่นอน และไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมประเทศไทยต้องมาแบกรับปัญหาเหล่านี้ ทุกวันก็เห็นอยู่ว่าเกิดผลกระทบอะไรอะไรเกิดขึ้นบ้าง ส่งผลร้ายต่อสังคมไทยมากเพียงใด สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยอย่างมหาศาล ในขณะที่ประเทศอื่นๆทำตัวแบบปากว่าตาขยิบให้ตนเองรับไม่เอา แต่เชียร์ให้คนอื่นทำ หากมีค่ายผู้อพยพแน่นอนว่าชาวโรฮิงญาอีกไม่ต่ำกว่าล้านคนจะทะลักมายังค่ายอพยพ เพราะรู้ว่ามีที่พักพักและปลอดภัยแน่นอน ทั้งยังมีความหวังที่จะได้ไปต่อในประเทศที่สามตามเป้าหมาย
เมื่อมีผู้อพยพเข้ามาเป็นจำนวนมากอาศัยอยู่ใกล้จ.ระนอง หากเป็นกรณีเใช้เกาะร้างของไทยหรือพม่าตามแนวตะเข็บชายแดนทางทะเล ก็จะส่งผลให้ชาวบ้านเกิดความหวาดกลัว รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในพื้นที่ หากเกิดการเจ็บป่วยขึ้นในกลุ่มชาวโรฮิงญาก็จะต้องนำเข้ามารักษาในจังหวัดระนองก็จะเพิ่มความแออัดให้กับโรงพยาบาลและสถานพยาบาลที่ทุกวันก็จะต้องแบกรับแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาที่เข้ามาใช้บริการเบียดบังคนในพื้นที่จนคนระนองกลายเป็นพลเมืองชั้นสองไปแล้วในปัจจุบันนี้
ดังนั้นรัฐบาลควรทบทวนแนวทางแก้ปัญหาให้ดีว่าจะใช้วิธีชักศึกเข้าบ้านเพื่อเอาใจชาติมหาอำนาจตะวันตกหรือจะใช้วิธีการใดที่ประเทศไทยไม่ต้องแบกรับภาระและสร้างปัญหาให้กับประชาชนคนไทยเช่นที่ผ่านมา ด้านนายชด กิจประมง ชาวบ้านประมงพื้นที่เกาะสินไหจ.ระนอง กล่าวว่า ที่ผ่านมาชาวประมงพื้นบ้านมีความหวาดกลัวมากเวลาออกหาปลาในช่วงกลางคืน กลัวว่าจะเจอผู้อพยพปล้นสะดม หรือทำร้ายแย่งอาหาร ดังนั้นจึงไม่เห็นด้วยที่จะให้กลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาพักอาศันบนเกาะ เพราะเมื่อมีจำนวนมากก็ยากที่จะควบคุมจะส่งผลให้เกิดการหลบหนีออกมาสร้างปัญหาอย่างแน่นอน





