ตำรวจชุดสืบสวนภูธรจ.บุรีรัมย์ ร่วมกับชุดสืบ สภ.คูเมือง จับ 2 น้าหลานประวัติโชกโชนพึ่งพ้นโทษจากเรือนจำ ใช้อาวุธปืนจี้ชิงรถ
พล.ต.ต.สุวรรณ เอกโพธิ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อม พ.ต.อ.ประยุทธ โพธิ์แก้วกุล รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจ.บุรีรัมย์ , พ.ต.อ.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจ.บุรีรัมย์ , พ.ต.อ.อดุลย์ ชัยประสิทธิกุลล ผกก.สืบสวนภูธรจังหวัด , พ.ต.อ.พิศิษฎ์ ผกก.สภ.คูเมือง ได้ร่วมกันแถลงการณ์จับกุม 2 ผู้ต้องหาก่อเหตุจี้ชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์เด็กนักเรียน ที่หน้ากองบังคับการตำรวจภูธรจ.บุรีรัมย์ หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับตำรวจชุดสืบสวน สภ.คูเมือง ได้ติดตามจับกุมตัวนายจักรรินทร์ ขุนภักดี หรือกล้วย อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 239 ม.18 ต.ปะเคียบ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ และนายศราวุธ รู้เรื่องรัมย์ หรือแมน อายุ 19 ปี อยู่เลขที่ 238 ม.18 ต.ปะเคียบ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ สองน้าหลาน พร้อมรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ 1 คัน และรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายอีก 1 คัน ได้ที่บ้าน หลังจากทั้งสองได้ร่วมกันก่อเหตุใช้อาวุธปืนลูกซองพกสั้นแบบประดิษฐ์เอง จี้ชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์ของ ด.ช.วรายุทธ์ วิทยารณยุทธ์ อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนแห่งหนึ่ง ขณะขับขี่อยู่บริเวณถนนสายพุทไธสง – บุรีรัมย์ ทางเข้า อบต.บ้านแพ อ.คูเมือง เมื่อคืนวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา
จากนั้นทั้งสองได้นำรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปเสนอจำนำในพื้นที่ อ.พล จ.ขอนแก่น ในราคา 3,000 บาท แต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบทราบและติดตามจับกุมได้ดังกล่าว ทั้งนี้จากการสอบประวัติทราบว่านายจักรรินทร์ ขุนภักดี เคยถูกจับคดีลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ในเขตพื้นที่ อ.แคนดง จ.บุรีรัมย์ และคดีพกพาอาวุธปืน ในพื้นที่ อ.พล จ.ขอนแก่น และพึ่งพ้นโทษออกจากเรือนจำจ.ขอนแก่น เมื่อเดือนมกราคม 2558 ที่ผ่านมา ส่วนนายศราวุธ รู้เรื่องรัมย์ หลานชาย ก็พึ่งพ้นโทษออกจากเรือนจำจ.บุรีรัมย์ ในคดีเสพยาเสพติดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาเช่นกัน
จากการสอบสวนสองน้าหลาน ให้การรับสารภาพว่า ได้ก่อเหตุชิงทรัพย์รถจักรยานยนต์จริง และเคยก่อเหตุในลักษณะเดียวกันมาแล้วหลายพื้นที่ ส่วนรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุก็เป็นรถที่ขโมยมาจากพื้นที่ อ.ชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ โดยพฤติกรรมการก่อเหตุจะเลือกเหยื่อที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ตามถนนที่เป็นจุดเปลี่ยว โดยไม่เลือกว่าเป็นหญิงหรือชาย และจะก่อเหตุในช่วงกลางคืน จากนั้นก็จะใช้ปืนจี้ชิงทรัพย์ ก่อนจะนำรถจักรยานยนต์ของเหยื่อไปขายหรือจำนำในท้องที่ต่างๆ ในราคาคันละ 3,000 – 5,000 บาท โดยเงินที่ได้ก็จะนำไปใช้จ่าย
โดยอ้างว่าที่ต้องก่อเหตุซ้ำอีกเพราะไม่มีงานทำ เนื่องจากพึ่งพ้นโทษออกมา จึงไม่มีใครกล้ารับเข้าทำงาน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ก็ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสอง ส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.คูเมือง เพื่อดำเนินคดีในข้อหา “ชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้อาวุธและใช้ยานพาหะนะเพื่อความสะดวกแก่การกระทำผิดหรือเพื่อพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม,ร่วมกันมีอาวุธปืนลูกซองพกสั้น และเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือรับของโจร”





