ภาคประชาสังคมหลายองค์กร อ่านแถลงการณ์ให้มีการขับเคลื่อนพูดคุยเจรจาให้เกิดสันติภาพต่อไป ในงานสื่อสันติภาพชายแดนใต้ที่ปัตตานี
ที่หอประชุมชั้น 2 คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) มอ.ปัตานี ร่วมกับ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ สถาบันวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD)และเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมจัดงาน“วันสื่อสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี ครั้งที่2”สันติ (ที่มองเห็น) ภาพVisible/Visionary Peaceโดยมี ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตรภิรมย์ศรี ผอ.ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ ภาคใต้สถานวิจัยตวามขัดแย้งและความหลากหลายวัฒนธรรมภาคใต้ มอ.ปัตตานี เป็นผู้กล่าวรายงานและมีตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคม ภาคประชาชน นักศึกษา นักวิชาการ ตัวแทนจากต่างประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก
การจัดงานครั้งนี้ เป็นการรำลึกในการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ระหว่างรัฐกับผู้คิดเห็นต่าง โดยมีมาเลเซีย เป็นผู้อำนวยความสะดวก และเพื่อเป็นก่ารสนับสนุนให้มีการพูดคุยกันต่อไป นอกจากนั้น เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะให้องค์กรภาคประชาสังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสถานการณ์ความขัดแย้งได้แสดงความเห็นต่อผู้กำหนดทิศทางการพูดคุยสันติภาพ (หรือการพูดคุยสันติสุข) พร้อมทั้งยืนยันเจตจำนงของการมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพ 2.เพื่อเปิดพื้นที่สาธารณะให้องค์กรภาคประชาสังคมพื้นที่ได้ทบทวนและแสดงวิสัยทัศน์ในการสร้างกระบวนการสื่อสารและพลังการสื่อสารรูปแบบใหม่ที่สามารถสะท้อนเสียงจากประชาชน ทั้งในแง่ความต้องการและความกังวลให้ผู้กำหนดทิศทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งทุกฝ่าย
ขณะเดียวกัน ผศ.สมปอง ทองผ่อง รองอธิการบดี ม.อ.ปัตตานี กล่าวในพิธีเปิดว่า ม.อ.ปัตตานีทำกิจกรรมมากมายแก่สังคมในพื้นที่เพื่อสร้างความสงบ พร้อมทำงานกับหน่วยงานรัฐและประชาชนในพื้นที่ต่อไป พร้อมๆกับผลิตบัณฑิตแก่ลูกหลานของคนในพื้นที่สำหรับงานสื่อสันติภาพชายแดนใต้ใน คือ ทุกคนสามารถสื่อสารเรื่องราวในพื้นที่ได้ หลายครั้งที่ตนไปประชุมนอกพื้นที่มีคนถามว่าสถานการณ์ในพื้นที่เป็นอย่างไรบ้าง ก็ตอบว่า บางช่วงสถานการณ์ดี แต่บางส่วนไม่ค่อยดี
ส่วนคนนอกพื้นที่ ส่วนใหญ่รับรู้ความรุนแรงอย่างเดียว ดังนั้น หวังว่าสื่อสันติภาพชายแดนใต้ในครั้งนี้ เป็นประโยชน์ต่อทุกท่านต่อไป”ตนยืนยันได้คือการแก้ปัญหาต้องใช้เวลาอีกนาน “องค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ถือว่าเป็นองค์กรที่อยู่เบื้องหลังในการแก้ปัญหาในพื้นที่ที่ผ่านมา มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ทุกฝ่ายจะต้องรับฟัง เพราะเขาเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่โดยตรง”
โดยในงานมี 3 กิจกรรมสำคัญ เริ่มจาก 1.การปาฐกถา“ดุลยปาฐก”หัวข้อ“ภาพ”การพูดคุยสันติภาพรอบใหม่ โดยตัวแทนเจรจาหลักในกระบวนการพูดคุยสันติภาพ โดยฝ่ายรัฐได้แก่ พล.ต.ชิวัฒน์ แม้นเดช ผู้อำนวยการศูนย์สันติสุข กองอำนวยการรักษาความสงบภายในภาค4ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค4สน.) ส่วนฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐ ได้แก่ อาบูฮาฟิส อัลฮากีม ซึ่งได้แถลงผ่านคลิปวีดิโอ
จากนั้น 2.เวทีสะท้อนความคิดเห็นและข้อเสนอของเครือข่ายภาคประชาสังคมในพื้นที่ต่อกระบวนการสันติภาพ รวม 16 องค์กร โดยแต่ละองค์กรได้ขึ้นอ่านแถลงการณ์ของตัวเอง ซึ่งเป็น“วาระสันติภาพจากพื้นที่” (Agenda Damai Dari kakyat) เพื่อหยิบยกข้อเสนอทางการเมืองและผลัดดันให้เป็นวาระในกระบวนพูดคุยสันติภาพ
ซึ่งสรุปได้ว่า การแถลงการณ์ของหลายองค์กร ต้องการให้รัฐดำเนินการขับเคลื่อนพูดคุยเพื่อสันติภาพ หรือสันติสุขต่อไป ด้วยความจริงใจ และต่อเนื่องขณะเดียวกันหาพื้นที่ปลอดภัยให้กับประชาชน สตรี คนชราเด็ก เพื่อไม่ให้การสูญเสียพร้อมทั้งให้ทั้งสองฝ่ายทั้งรัฐและที่คิดเห็นต่าง อย่าใช้ความรุนแรง หรือใช้อาวุธควรหันหน้าเข้าสูกระบวนการเจรจา
ด้าน ดร.นอร์เบิร์ต โรเปอส์ นักวิจัยอาวุโส สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ ได้สรุปในการปะชุมครั้งนี้ว่า กระบวนการสันติภาพต้องขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดสันติสุข ซึ่งกระบวนการสันติภาพให้เกิดความสัมฤทณิ์ผลมี 5 ข้อ คือ1 ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน 2.มีเจตจำนงทางการเมือง เพื่อให้เกิดการแก้ไขความขัดแย้งจากทุกฝ่าย 3.ต้องมีความยืดหยุ่น มีการปรับตัว อย่างสร้างสรรคของฝ่ายที่สาม(ภาคประชาสังคม) เพื่อให้เกิดความเชื่อมต่อ 4. จัดเรียงลำดับความสำคัญ อย่างมีเหตุผลในกระบวนการสันติภาพ และ 5.ต้องมีการยอมรับกันอาจมีการสูญเสีย ในกระบวนการพูดคุยเพื่อสู่สันติภาพ





