"ปีติพงศ์" เล็งใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกระลอก หลังประเมินนโยบายการกระตุ้นส่งผลไม่เต็มที่ พบเอ็นพีแอลเกษตรกรพุ่งเป็น4% จาก 3.5%
นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นโยบายต่างๆ ที่ภาครัฐลงทุนไปกับภาคการเกษตร คาดว่าจะเห็นผลอย่างน้อย 1 ปี แต่ในระหว่างนี้ เกษตรกรยังประสบกับปัญหารายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย ส่วนหนึ่งเพราะราคาสินค้าเกษตรยังมีแนวโน้มตกต่ำ
ดังนั้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจในชนบท รัฐบาลจึงทุ่มเงินให้เกษตรกรกลุ่มชาวนาและชาวสวนยางไร่ละ 1,000บาท ไม่เกิน รายละ 15 ไร่ รวมทั้งมาตรการจ้างงานในช่วงฤดูแล้ง โดยได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ประเมินภาพรวมว่ามีส่วนกระตุ้นการใช้จ่ายในชนบทเพิ่มขึ้นมากหรือน้อยเพียงใด
พฤติกรรมของเกษตรกรในเบื้องต้นจะพบว่าเมื่อได้เงินไปแล้ว จะเก็บเงินไว้ลงทุนอย่างน้อย 50% ใช้จ่าย 30% และใช้หนี้ 20% ดังนั้นจะมีสัดส่วนของเงินที่รัฐช่วยเหลือไปเพียง 30 % เท่านั้นที่จะเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจถือว่าน้อยมาก ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลที่เข้มงวดการจับกุมธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น บ่อน คาเฟ่แอบแฝงการค้าบริการ ยาเสพติด ทำให้การสะพัดของเงินในท้องถิ่นถดถอย
“อย่างมาตรการจ้างงานช่วงหน้าแล้งนั้นประสบผลสำเร็จเพียง 70% เท่านั้นเพราะแรงงานส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ การเบิกจ่ายของภาครัฐที่คาดหวังว่าจะใช้จ้างแรงงานคนเป็นการกระจายรายได้ยังไม่รู้ว่าจะได้ผลมากน้อยเพียงใด เพราะในยุคนี้มีนิยมใช้เครื่องจักรกลมากกว่า ในขณะที่ปีนี้ไม่มีโครงการรับจำนำข้าวทำให้รายได้ที่ชาวนาได้รับหายไปกว่า 50% จากที่เคยข้าวได้ตันละ 15,000 บาทเหลือ 7,000-8,000 บาทเท่านั้น ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้เศรษฐกิจในชนบทไม่กระเตื้องเลย โดยสศก.จะต้องประเมินออกมาโดยเร็วเพื่อนำผลมาประกอบกับการพิจารณาแผนการช่วยเหลือครั้งใหม่ต่อไป” นายปีติพงศ์ กล่าว
นายปีติพงศ์ กล่าว ปัญหาที่เกิดขึ้นเริ่มเห็นสัญญาณอันตรายโดยหนี้ภาคการเกษตร ที่มีอยู่ในระบบประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท ขณะนี้พบว่ามีสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 4 % จากเดิมจะอยู่ที่ 3.5 % ซึ่งไม่เกินนี้มานานมากแล้ว
ดังนั้นจึงต้องมีมาตรการช่วยเหลืออย่างรีบด่วนเพื่อให้ภาคครัวเรือนเกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ในเบื้องต้นที่เริ่มลงไปในช่วงไตรมาส 2 นี้ คือ ช่วยเหลือหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง รวม 3,000 ล้านบาท โดยกรมส่งเสริมการเกษตรกำลังดำเนินอยู่
ในขณะที่ต้องรอดูรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากรอบการเพาะปลูกครั้งต่อไปว่าจะได้ผลดีขึ้นมากหรือน้อยเพียงใด แต่ปัญหาสำคัญคือภาครัฐจะต้องเร่งปลดหนี้ให้กับเกษตรกรก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งหนี้ในระบบที่แบ่งออกเป็น 5 ส่วน คือ 5 ประเภท ประกอบด้วย 1.หนี้สินที่อยู่กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) รวมประมาณ 1 ล้านล้านบาท 2.หนี้สินของเกษตรกร ที่มีอยู่กับสหกรณ์ภาคเกษตรมูลค่ารวมประมาณ 118,000 ล้านบาท 3.หนี้ของเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนอยู่กับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร มูลค่ารวมประมาณ 79,000 ล้านบาท 4.หนี้ของเกษตรกรที่มีอยู่ในกองทุนต่างๆ ที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบและการบริหารของกระทรวงเกษตรฯ รวมประมาณ 9,000 ล้านบาท และ 5.หนี้เกษตรกรที่อยู่ในระบบธนาคารพาณิชย์ รวมประมาณ 102,000 ล้านบาท
"หนี้ทั้งหลายเหล่านี้ ในส่วนของกระทรวงเกษตรสามารถจัดการได้เลยคือ หนี้ของเกษตรกรที่มีอยู่ในกองทุนต่างๆ ที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบและการบริหารของกระทรวงเกษตรฯ รวมประมาณ 9,000 ล้านบาท ซึ่งอาจจะใช้วิธีการปลดหนี้ ยืดหนี้ หรือ พักชำระหนี้ เพื่อตอลมหายใจให้กับเกษตรกรต่อไป"




