วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สกศ.เร่งแก้กม.วางระบบพัฒนาการศึกษา

สภาการศึกษา เร่งแก้กม.วางระบบการพัฒนาการศึกษา ให้สอดคล้องกับการผลิตและการพัฒนากำลังคน เพื่อพัฒนาประเทศ

ชี้คณะอนุกรรมการฯ เดินหน้ากำหนดแนวทางปฎิรูป คาดมีนาคมนี้สรุป เสนอคณะกรรมการอำนวยการปฎิรูปการศึกษา แจงเปลี่ยนหมวกแยกตัวออกจากศธ.ยันไม่ได้เป็นการปรับโครงสร้าง แต่เป็นการโอนกลับไปสู่โครงสร้างเดิมที่อยู่กับสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี


ที่สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการสภาการศึกษา แถลงข่าวเรื่องบทบาทของสภาการศึกษาในยุคปฎิรูปการศึกษา ว่า ได้มีการเสนอตั้งคณะอนุกรรมการ ในคณะกรรมการอำนวยการปฎิรูปการศึกษา ศธ. โดยแบ่งออกเป็น 6 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการปฎิรูประบบการผลิตและพัฒนาครู คณะอนุกรรมการปฎิรูประบบทรัพยากรและการเงินเพื่อการศึกษา คณะอนุกรรมการปฎิรูประบบข้อมูลและสารสนเทศทางการศึกษาคณะอนุกรรมการปฎิรูปการกระจายอำนาจไปสู่สถานศึกษา คณะอนุกรรมการปฎิรูปกฎหมายการศึกษา และคณะอนุกรรมการปฎิรูปการเรียนรู้ เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานปฏิรูปการศึกษา โดยคณะอนุกรรมการทั้งหมด จะประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อดีตรมช.ศึกษาธิการ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เข้ามาร่วมเป็นคณะอนุกรรมการฯ ดังนั้น เท่ากับว่ากรอบแนวทางที่สกศ. กำลังดำเนินการได้มีการสื่อสารระหว่างศธ. สปช.และสนช. มาโดยตลอด


ทั้งนี้ ภาพรวมค่อนข้างเห็นชัดเจนในบ้างเรื่อง อาทิ คณะอนุกรรมการปฏิรูปการระบบผลิตและพัฒนาครู ซึ่งตนเป็นประธาน ได้วางแนวทางทั้งระบบผลิต และพัฒนาครู มีแนวคิดว่าสถาบันการผลิตต้องมีความรับผิดชอบต่อบัณฑิตที่จบออกมาด้วย โดยสร้างเครือข่ายสถาบันผลิตครูในพื้นที่ เมื่อท้องถิ่นมีปัญหาคุณภาพการศึกษาหรือคุณภาพครู เครือข่ายดังกล่าวก็เข้าไปแก้ปัญหาได้ทันที นอกจากนั้น อนาคตสถาบันฝ่ายผลิตต้องลดจำนวนรับนักศึกษาลง โดยต้องรับตามกรอบที่ศธ.กำหนด เพื่อแก้ปัญหาผลิตบัณฑิตเกินความต้องการ โดยศธ.ต้องกำหนดกรอบอัตรากำลังที่ชัดเจน รับประกันว่าเมื่อจบแล้วมีงานทำคาดว่าสามารถดำเนินการได้หลังจากนี้อีก 5 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กที่เรียนในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ปัจจุบันประมาณ 2.4 แสนคน มีโอกาสอบเป็นครูได้ตามระบบก่อน ทั้งนี้ คาดว่า คณะอนุกรรมการฯ ทั้ง 6 ชุด จะสามารถสรุปเป็นแนวทางการปฏิรูปการศึกษา เสนอให้คณะกรรมการอำนวยการฯ พิจารณาได้ภายในเดือนมีนาคมนี้


“ในส่วนสกศ. มีความชัดเจนแล้วว่า ต่อไปต้องปรับบทบาทหน้าที่การทำงาน ซึ่งไม่ได้ทำเฉพาะเรื่องการศึกษาเท่านั้น แต่ต้องวางระบบการพัฒนาการศึกษา ให้สอดคล้องกับการผลิตและการพัฒนากำลังคน เพื่อพัฒนาประเทศ โดยใช้กลไกเรื่องงบประมาณมากำกับดูแล นโยบายด้านการศึกษาให้มีการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากภาครัฐ และเอกชนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและพัฒนากำลังคน ประมาณ 20 คน ดังนั้น ถือว่ามีส่วนสำคัญที่มีบทบาทกำหนดทิศทางในการจัดการศึกษาภาพรวมร่วมกัน แต่คงไม่ถึงขนาดเป็นซุปเปอร์บอร์ดเหมือนทางด้านเศรษฐกิจ เพราะดูแลเฉพาะด้านการศึกษาเป็นหลัก” รศ.ดร.พินิติ กล่าว


ทั้งนี้ การศึกษา ถือเป็นการลงทุนระยะยาว และเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่องจึงเห็นผล ส่วนเรื่องที่ สกศ. แยกตัวออกจากศธ. ก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการปรับโครงสร้าง เพราะไม่ได้ตั้งเป็นกระทรวงใหม่ แต่เป็นการโอนกลับไปสู่โครงสร้างเดิมที่อยู่กับสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี และมีบทบาทการทำงานในเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการทำงานเชิงวิจัยทางการศึกษา ต้องเร่งจัดทำข้อสรุปบทบาทหน้าที่ใหม่ของสกส.โดยเฉพาะกฎหมายต่าง ๆ ที่จะต้องแก้ไข เพื่อเข้าสู่กระบวนทางทางนิติบัญญัติซึ่งคาดว่าต้องใช้เวลาอีกประมาณ 4-5 เดือน