"พิเชฐ" รมว.วท. ดัน3อุตฯเปิดศูนย์วิจัยนวัตกรรม ชู 3 นโยบายเร่งด่วน ส่งเสริมเอกชน
รมว.วิทยาศาสตร์ เดินหน้าส่งเสริมเอกชนเปิดศูนย์วิจัยนวัตกรรม นำร่อง 3 กลุ่มอุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และอาหาร พร้อมรับลูกนายกรัฐมนตรีดันนวัตกรรมสู่วาระแห่งชาติ ชู 3 นโยบายเร่งด่วน เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษี ลดภาษีเงินบริจาคเข้ากองทุนวิจัย และกระตุ้นนวัตกรรมผ่านตลาดภาครัฐ คาดพร้อมใช้ ก.พ.นี้
หลังการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ ครั้งที่ 1/2558 ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้อนุมัติแนวทางส่งเสริมพัฒนานวัตกรรมของประเทศ 3 ข้อได้แก่ มาตรการเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม, มาตรการหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาสำหรับเงินบริจาคเข้ากองทุนที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) และมาตรการกระตุ้นการสร้างนวัตกรรมเชิงพาณิชย์โดยตลาดภาครัฐ ที่เอื้อให้การจัดซื้อจัดจ้างในสินค้าและบริการใช้นวัตกรรมของไทยมากขึ้น
นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า 3 มาตรการเร่งด่วนดังกล่าว ที่ประชุมให้ความเห็นชอบในหลักการ โดยมาตรการเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อ วทน. นั้น ยังมีการพัฒนากระบวนการเพื่อรับรองบริษัทเอกชนที่ทำงานวิจัย จากเดิมที่จะรับรองเฉพาะโครงการวิจัย ทำให้กระบวนการพิจารณาเร็วขึ้น วงจรสั้นลง เอกชนสามารถรับการหักภาษีเร็วขึ้น ก็จะมีเม็ดเงินกลับมาทำวิจัยมากขึ้น คาดกระตุ้นเอกชนมาทำงานวิจัยเพิ่มไม่น้อยกว่า 100 บริษัท ซึ่งมาตรการนี้จะแล้วเสร็จในช่วงปลายเดือน ม.ค.นี้
สำหรับมาตรการภาษีสำหรับเงินบริจาคเข้ากองทุนด้านการวิจัยและพัฒนาจะขับเคลื่อนให้กองทุน วทน. หลายแห่งเติบโต และมีเงินไปขยายผลการวิจัยสู่เชิงพาณิชย์หรือพัฒนาประสิทธิภาพของเอสเอ็มอีให้ดีขึ้น ซึ่งปัจจุบัน กรมสรรพากรกำลังดำเนินการอยู่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.พ.
เช่นเดียวกับมาตรการตลาดภาครัฐที่มีมูลค่าสูง เมื่อเอื้อให้นวัตกรรมไทยเข้าไปทำตลาดก็จะกระตุ้นการพัฒนานวัตกรรมที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐานสากลเข้าไปแข่งในตลาดนี้ โดยมีการจัดตั้งคณะทำงานที่มีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยมีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและกระทรวงการคลังร่วมด้วย
สำหรับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเอง มีหน่วยงานภายในที่ทำงานร่วมกับเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่ทำงานวิจัยระดับต้นน้ำและกลางน้ำร่วมกับภาคเอกชน, สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) หนุนเรื่องของสินค้าชุมชนหรือเอสเอ็มอี รวมถึงสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติที่เน้นสนับสนุนเอกชนผลักงานวิจัยไปสู่เชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกันก็ให้บริการทางเทคโนโลยีกับภาคเอกชนทั้งน้อยใหญ่ เพื่อให้สะดวกและรวดเร็ว ทั้งการสอบเทียบ ห้องปฏิบัติการทดสอบและรับรองสินค้า อาทิ กรมวิทยาศาสตร์บริการ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนและ วว.
“แต่สิ่งที่เราพยายามขับเคลื่อนคือ การสนับสนุนแบบครบวงจร คือเร่งส่งเสริมให้เอกชนนำร่องใน 3 อุตสาหกรรมหลักคือ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และอาหาร จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพ เสริมขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล โดยมี วท. ทำหน้าที่เป็นผู้ประสาน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านของ วท. เองหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ พร้อมทั้งพยายามยกระดับเทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรมของเอสเอ็มอี” นายพิเชฐกล่าว





