"โยธา"กทม. แฉเขตปทุมวัน เมินหนังสือเตือน ระงับก่อสร้างตึกซอยร่วมฤดี คาดเจ้าของอาคารเตรียมฟ้องกลับ
เหตุเขตรับรองถนนกว้างเกิน 10 เมตรจริง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากกรณีศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองกลาง ให้ผู้ว่าฯกทม.และผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ปฏิบัติตามพ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ให้รื้อถอนอาคารโรงแรมดิเอทัส ซอยร่วมฤดี เนื่องจากมีประชาชนผู้อาศัยในซอยร่วมฤดีได้ยื่นฟ้อง บริษัท ลาภประทานฯและบริษัท ทับทิมทรฯ ได้ก่อสร้างอาคารสูงใหญ่เกินกว่ากฎหมายกำหนดและซอยกว้างไม่ถึง 10 เมตร โดยต้องดำเนินการภายใน 60 วันหลังศาลมีคำตัดสิน
ล่าสุดวันนี้(4 ธ.ค.) แหล่งข่าวจากสำนักการโยธา กทม. เปิดเผยว่า อาคารดังกล่าวได้เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2548 โดยเจ้าของโครงการได้ใช้วิธียื่น 39 ทวิ หรือ หนังสือขออนุญาตก่อสร้างได้ทันที โดยไม่ต้องรอเอกสารคำสั่งอนุมัติแบบก่อสร้างอาคารจากสำนักการโยธา โดยยื่นมาพร้อมกับเอกสารยืนยันจากสำนักงานเขตปทุมวันที่ระบุว่าถนนในซอยร่วมฤดีนั้นมีความกว้างเกิน 10 เมตร สำนักการโยธาจึงได้เซ็นรับเรื่อง แต่ภายหลังที่เจ้าหน้าที่กองควบคุมอาคาร สำนักการโยธา ลงพื้นที่ตรวจสอบพื้นที่จะก่อสร้างก็พบว่า ถนนบริเวณนั้นมีความกว้างไม่ถึง 10 เมตร จึงทำการยื่นหนังสือท้วงติงไปยังสำนักงานเขตปทุมวันเพื่อให้มีคำสั่งระงับการก่อสร้าง แต่ทางเขตก็เงียบไป
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า จากนั้นสำนักโยธา กทม.ได้ทำหนังสือเตือนไปยังเขตปทุมวันมาโดยตลอดถึง 12 ครั้ง แต่ทางเขตก็ยังเฉย แต่เขตปทุมวันเพิ่งจะทำหนังสือขอให้ระงับการก่อสร้าง แต่อาคารก่อสร้างไปได้ 22 ชั้นแล้ว เหลือเพียงอีก 2 ชั้นก็จะสร้างเสร็จ ทางเจ้าของอาคารจึงทำหนังสือยื่นหนังสือกลับมายังสำนักการโยธาเพื่อขอดัดแปลงแบบก่อสร้าง จนมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครองจากประชาชนในย่านนั้น และที่ศาลปกครองสูงสุดก็มีคำพิพากษาตามที่เป็นข่าวออกมา
"ขณะนี้ต้องถือว่าสำนักงานเขตปทุมวันอยู่ในช่วงรับบทหนักที่สุด เพราะเจ้าของอาคารนั้นจะใช้วิธียื่นฟ้องร้องสำนักงานเขตปทุมวันต่อศาลอื่นต่อไป เพราะเป็นฝ่ายที่มีหนังสือรับรองว่าถนนบริเวณนั้นมีความกว้างถึง 10 เมตร ทำให้บริษัทเริ่มงานก่อสร้างได้" แหล่งข่าวระบุ
แหล่งข่าว กล่าวด้วยว่า ถึงแม้จะต้องทำการรื้ออาคารในภายหลังจริง แต่รับรองได้ว่าบริษัทเจ้าของอาคารจะต้องทำการยื่นฟ้องค่าเสียหายจากสำนักงานเขตอย่างมหาศาลแน่นอน ไม่ว่าจะค่าก่อสร้างที่ลงทุนไป ค่าเสียหายทางธุรกิจทั้งในปัจจุบันและในอนาคตด้วย ขณะเดียวกันกทม.ก็ต้องมีหน้าที่ในการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบว่า ใครจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้





