"พล.อ.ดาว์พงษ์" รมว.ทส. ถกแกนนำสกน. เผยผลการหารือเห็นพ้องเรื่องการรักษาพื้นที่ป่า ยันพร้อมให้ความเป็นธรรม
"รมว.ทส." ถกแกนนำ สกน.ชื่นมื่น เผยผลการหารือเห็นพ้องเรื่องการรักษาพื้นที่ป่า เตรียมดึงทุกฝ่ายเข้ามีส่วนร่วมทุกระดับในการกำหนดแผนปฏิบัติการ ขณะที่กรณีชาวบ้านที่ถูกจับกุมดำเนินคดี พร้อมให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม แต่ยังต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก แล้วดูเจตนาการกระทำร่วมเพื่อพิจารณาความหนักเบาของโทษ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น.วันนี้ (17พฤศจิกายน) ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายสุริยะ ประสาทบัณฑิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และนายดิเรก กองเงิน ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ(สกน.) ร่วมกันเปิดเผยผลการประชุมพูดคุยเพื่อรับฟังข้อมูลและหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกันกรณีปัญหาความเดือดร้อนของคนจนและเกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะปัญหาที่ดินทำกิน และการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม รวมทั้งกรณีผลกระทบจากแผนแม่บทในการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้การบุกรุกที่ดินของรัฐ
พล.อ.ดาว์พงษ์ เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการประชุมเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2557 ที่ผ่านมา ที่ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ประชุมร่วมกับตัวแทน สกน.มาแล้วครั้งหนึ่ง เพื่อรับทราบข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับกรณีปัญหาของ สกน.ที่เกิดขึ้นดังกล่าว และนำมาสู่การจัดการประชุมในครั้งนี้เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยเฉพาะกรณีปัญหาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแผนแม่บทในการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้การบุกรุกที่ดินของรัฐ
โดยในพื้นที่ภาคเหนือมีปัญหา 4 กรณี ได้แก่ กรณีบ้านทุ่งป่าคา อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน,กรณีบ้านห้วยหก อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่,กรณีบ้านเลาวู อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และบ้านห้วยน้ำตื้น อำเภองาว จังหวัดลำปาง ซึ่งมีราษฎรถูกจับดำเนินคดีรวมหลายราย และต้องการให้ภาครัฐมีแนวทางการให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ทั้งในแง่ของการถูกดำเนินคดี และการเยียวยาตามหลักมนุษยธรรม
"จากการประชุมพูดคุยกันในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องน่ายินดีและสบายใจที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า จะต้องร่วมกันรักษาพื้นที่ป่าไม้ของประเทศเอาไว้ และไม่เห็นด้วยกับการตัดไม้ทำลายป่า ขณะเดียวกันยังมีความเห็นตรงกันในประเด็นที่คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้และการจัดหาที่ดินทำกินให้กับราษฎรในรูปแบบของสหกรณ์ ซึ่งในส่วนของวิธีการที่จะดำเนินการร่วมกันอาจจะต้องมีการพูดคุยตกลงในรายละเอียดกันอีกครั้งหนึ่ง"พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว
รมว.ทส.กล่าวอีกว่า ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการชี้แจงข้อสงสัยและปรับความเข้าใจกันแล้ว สำหรับกรณีปัญหาแผนแม่บทในการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้การบุกรุกที่ดินของรัฐ ซึ่งก็ทำให้มองเห็นตรงกันว่าแผนแม่บทดังกล่าวนี้มีส่วนดีอยู่มาก และจากนี้ในขั้นของการกำหนดจัดทำแผนปฏิบัติการก็จะเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนในทุกระดับเพื่อร่วมกันกำหนดแผน ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเมื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง ส่วนการทบทวนประเมินผลจะมีการทำอย่างแน่นอนเมื่อถึงเวลาเหมาะสม
ขณะที่กรณีการช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกจับดำเนินคดีกรณีบ้านทุ่งป่าคา อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมทั้งกรณีอื่นๆ ในพื้นที่ภาคเหนือนั้น พล.อ.ดาว์พงษ์ บอกว่า กรณีชาวบ้านทุ่งป่าคานั้น เบื้องต้นอยู่ระหว่างการประสานในการนำเงินจากกองทุนยุติธรรม เข้าให้ความช่วยเหลือประกันตัวออกมาต่อสู้คดี อย่างไรก็ตาม ทุกกรณีจะเป็นการให้ความช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมเป็นหลัก โดยที่ในแง่ของกฎหมายยังคงต้องเป็นไปตามนั้น เพียงแต่จะมีการพิจารณาเจตนาของการกระทำความผิดประกอบด้วย ว่าเป็นวิถีชีวิตหรือนายทุน ซึ่งมีการให้มอบหมายให้ทางจังหวัดและอำเภอตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว
นายดิเรก กองเงิน ที่ปรึกษาสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ กล่าวว่า เบื้องต้นพอใจผลการประชุมในครั้งนี้ที่รัฐมนตรีเดินทางมาพบปะพูดคุยและรับฟังข้อมูลปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านด้วยตัวเอง พร้อมรับข้อเสนอต่างๆ ไปเพื่อจะพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาให้ด้วย ทั้งนี้แม้ว่าจะยังไม่บรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปัญหา แต่ถือว่าแนวทางการแก้ไขปัญหามีความชัดเจนมากขึ้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
"พี่น้องประชาชนเป็นพลังให้อยู่แล้ว แต่ก่อนจะเอาพื้นที่คืนต้องมีการพูดคุยก่อนตีวงว่าจะยึดที่ไหน ส่วนไหนที่ผิดมีการบุกรุกต้องยึดคืน ส่วนไหนเป็นพื้นที่ทำกินเดิม ขอทำกินดูแลป่าร่วมกัน ป่าไม้จะคงอยู่ น้ำใจและความผาสุกก็จะเกิดขึ้นภายใต้แผนแม่บท ที่ประชาชนมีส่วนร่วม" นายดิเรก กล่าว
ทั้งนี้หลังเสร็จสิ้นการประชุม พล.อ.ดาว์พงษ์ ได้เดินพบปะพูดคุยกับชาวบ้านและเกษตรกรที่เป็นสมาชิก สกน.ประมาณ 100 คน ที่มารอฟังผลการประชุมอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้าศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ โดยพล.อ.ดาว์พงษ์ บอกกับชาวบ้านและเกษตรกรว่า ทางรัฐบาลกำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการที่จะช่วยเหลือดูแลให้ประชาชนทุกคนมีความสุขและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น รวมทั้งกรณีที่ทำกินและรักษาป่าไม้ด้วย ซึ่งยืนยันว่าการดำเนินการทุกอย่างจะต้องยึดหลักกฎหมาย แต่ขณะเดียวกันจะต้องไม่เป็นการทำให้ประชาชนไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากเลย





