วธ.ทุ่ม94ล้านพัฒนาชายแดนใต้

วธ.ทุ่ม94ล้านพัฒนาชายแดนใต้

วธ.ทุ่มงบ94ล้าน นำมิติวัฒนธรรมขับเคลื่อนแผนแก้ปัญหาและพัฒนาจว.ชายแดนใต้ เน้นบูรณาการ สนับสนุนแนวทางสันติวิธี

ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2558ตามที่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณปี 2558 จำนวน 94.1 ล้านบาท เพื่อให้วธ.ดำเนินการตามแผนงานแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2558 - 2560 ของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่องการลดใช้ความรุนแรง สนับสนุนแนวทางสันติวิธี ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและอยู่ในสังคมอย่างปกติสุข และเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความเข้มแข็งนั้น

ขณะนี้วธ.ได้ให้แต่ละหน่วยงานเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ4อำเภอในจังหวัดสงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย โดยใช้มิติทางศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม รวมทั้งการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เกิดรายได้กับประชาชนผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น โครงการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ในมิติวัฒนธรรม โครงการวัฒนธรรมสัมพันธ์ชายแดนใต้ โครงการเยาวชนต้นแบบโขน จังหวัดปัตตานี โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์มรดกวัฒนธรรมอิสลามและศูนย์การเรียนรู้อัล-กุรอาน เป็นต้น

“การดำเนินงานในมิติของศาสนานั้น ต้องเปิดพื้นที่ให้แต่ละศาสนาเข้ามาทำกิจกรรมการเรียนรู้หลักของแต่ละศาสนา และวัฒนธรรมร่วมกัน โดยการขับเคลื่อนจำเป็นต้องบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และส่วนภูมิภาค ส่วนมิติทางวัฒนธรรมต้องขับเคลื่อนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบ เพราะวัฒนธรรมเป็นมิติที่งดงามและมีพลังสามารถในการเยียวยาให้เกิดความสงบได้”ศ.ดร.อภินันท์ กล่าว

ปลัดวธ.กล่าวต่อไปว่า การขับเคลื่อนกิจกรรมลงสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นแบบการทำงานเชิงรุก โดยให้งบประมาณกระจายตัวออกมาแต่ละไตรมาสอย่างชัดเจน มุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณชน เช่น การเร่งรัดปรับแบบตัวอุโบสถพื้นที่แสดงพิพิธภัณฑ์วัดช้างไห้ที่อยู่ในงบฯปี 2557 และพัฒนาต่อในงบฯปี 2558 รวมทั้งการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม หรือ CPOT ที่แต่ละจังหวัดมีอยู่จะต้องวิเคราะห์ว่าสามารถสร้างรายได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งหากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้รับการพัฒนาและเป็นที่ยอมรับแล้วก็สามารถนำมาต่อยอดเพื่อจัดแสดงในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะศูนย์วัฒนธรรมอาเซียน และศูนย์อินสไปร์บายไทยที่กำลังดำเนินการจัดตั้งที่หอศิลป์ราชดำเนิน