เครือข่ายเภสัชศาสตร์ภาคอีสาน ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ ไม่เป็นหลักสากล
รศ.ดร.ภก.ไพบูลย์ ดาวสดใส คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วยนักวิชาการจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วยนักวิชาการจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เภสัชกรคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดขอนแก่น เภสัชกรโรงพยาบาลในจังหวัดขอนแก่น เภสัชกรร้านยาในจังหวัดขอนแกน สมาคมศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์และสโมสรนักศึกษาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น สมาคมผู้บริโภคจังหวัดขอนแก่น เครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพและเครือข่ายภาคประชาชนจังหวัดขอนแก่น ร่วมแถลงข่าวไม่เห็นด้วยต่อร่างพระราชบัญญัติยา พ.ศ.... ที่คาดว่าจะใช้แทนพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ว่าร่างใหม่ขัดแย้งต่อหลักสากล ไม่ให้ความสำคัญต่อหลักความปลอดภัยในการบริโภคยา ขาดการมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
กลุ่มองค์กรทั้งหมด จึงเสนอข้อเพื่อแก้ไข ประเด็นสำคัญในร่างดังกล่าว คือ การแบ่งประเภทยาในร่าง พ.ร.บ.ยา ไม่เป็นสากล คือแบ่งยาที่ต้องจ่ายตามใบสั่งยา ยาที่จ่ายโดยผู้ประกอบวิชาชีพ ยาสามัญประจำบ้าน ปัญหาคือประเภทยากลุ่ม ที่จ่ายโดยผู้ประกอบวิชาชีพแต่ละวิชาชีพ สามารถสั่งใช้และจ่ายยา เบ็ดเสร็จโดยวิชาชีพเดียว ทำให้ไม่มีกลไกการตรวจสอบ กลั่นกรองระหว่างวิชาชีพที่เป็นอิสระต่อกัน
การเตรียมยาหรือผลิตยา ในร่าง พ.ร.บ.ยา ไม่เป็นไปตามหลักที่มีมาตรฐาน เพราะเปิดช่องให้ผู้ประกอบวิชาชีพอย่างน้อย 10 สาขาสามารถนำเอายาแผนปัจจุบัน ยาแผนไทย และยาแผนทางเลือก ที่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยาไว้แล้วมาผสม ปัญหาคือ การเตรียมยาหรือผลิตยา ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญและมาตรฐานวิชาชีพที่มีองค์ความรู้และทักษะที่เกิดจากการเรียนการสอนในหลักสูตรที่มีเฉพาะด้านเภสัชศาสตร์ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัยต่อการบริโภค ไม่ควรยกเว้นผู้ประกอบวิชาชีพหลายสาขา โดยไม่ต้องขออนุญาต ผลิต ขาย นำเข้ายา
นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.ยาไม่คำนึงถึงอันตรายจาการใช้ยาชุด รวมทั้งยังได้ตัดบทบัญญัติที่ควบคุมการโฆษณา ซึ่งจะส่งผลต่อการควบคุมโฆษณาที่สร้างปัญหา ความเข้าใจผิดในสรรพคุณยา และหลอกลวงผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้ จึงไม่ควรตัดบทบัญญัติควบคุมโฆษณานี้และไม่ควรระบุบทบัญญัติเรื่องการส่งเสริมการขายเพื่อแก้ไขปัญหาการส่งเสริมการขายยาที่ขาดจริยธรรมในปัจจุบัน
รศ.ดร.ภก.ไพบูลย์ ดาวสดใส กล่าวอีกว่า เครือข่ายเภสัชศาสตร์ ภาคอีสาน จึงขอให้ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา พิจารณาทบทวน ประเด็นที่เครือข่ายเสนอ เพื่อให้ พ.ร.บ.ยาแห่งชาติ เป็นกฎหมายแม่บทที่จะใช้เป็นกรอบอ้างอิงหลัก ในการดำเนินการกำกับดูแลระบบยา ของประเทศ โดยยึดหลักความปลอดภัยต่อการบริโภคของคนไทยเป็นสำคัญ และสอดคล้องกับหลักสากล





