เส้นทางแรงงานเวียดนามบุกไทย

เส้นทางแรงงานเวียดนามบุกไทย

เส้นทางแรงงานเวียดนามบุกไทย ฉวยช่องโหว่เอ็มโอยูท่องเที่ยว ชี้3เส้นทางฮิตเวียดนามเข้าไทย

นับตั้งแต่ทางการไทยได้ทำบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) กับรัฐบาลเวียดนาม เรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ เพื่อยกระดับกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียน โดยมีการทำข้อตกลงกันว่า อนุญาตให้ประชาชนของทั้งสองประเทศที่ถือหนังสือเดินทางอยู่ในประเทศของคู่ตกลงได้ครั้งละ 30 วันโดยไม่ต้องขอวีซ่า เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประชาชนทั้งสองประเทศนั้น

จากข้อตกลงดังกล่าวส่งผลให้ชาวเวียดนามเดินทางเข้าออกประเทศไทยเป็นจำนวนนับแสนคนในแต่ละปี แต่ในจำนวนนักท่องเที่ยวชาวเวียดนามนี้ก็มีบางส่วนอาศัยช่องว่างของข้อตกลงที่อนุญาตให้อยู่ในประเทศได้ 30 วันหลบเลี่ยงเข้ามาทำงานในไทย

เมื่อครบกำหนด 30 วันแล้วก็จะเดินทางไปออกนอกประเทศโดยอาศัยช่องทางด่านชายแดนไทยที่ติดกับประเทศลาว ต่อวีซ่าโดยประทับตราในหนังสือเดินทางแล้วเดินทางกลับเข้ามาใหม่ทันที ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มแรงงานชาวเวียดนามประเทศเดียวแต่เชื่อว่าแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านรวมทั้งชาติอื่นๆ ก็อาศัยช่องว่างในลักษณะนี้เช่นกัน

อย่างไรก็ดี กลุ่มแรงงานชาวเวียดนามที่ลักลอบเข้ามาทำงานในประเทศไทยจะอาศัยการบอกต่อแบบปากต่อปากของเพื่อนแรงงานที่เข้ามาอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะติดต่อกับนายจ้างเพื่อหางานให้กับคนที่มาใหม่ โดยลักษณะการชักชวนเพื่อนและญาติมาทำงานแบบบอกต่อๆ กันไปนั้นไม่ได้มีการเรียกเก็บค่านายหน้า และยังไม่มีขบวนการค้าแรงงานในกลุ่มของชาวเวียดนามเข้ามาเกี่ยวข้อง

กอปรกับความต้องการแรงงานของกลุ่มนายจ้างสูงมาก เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่มีทักษะฝีมือดี ฝึกฝนง่าย เป็นงานเร็ว และขยันขันแข็ง จึงทำให้หางานได้ง่าย โดยงานส่วนใหญ่จะเป็นการทำงานในบ้านเป็นแม่บ้านดูแลผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก และทำงานบ้านหรือร้านขายของที่จำเป็นต้องมีคนงานสองสามคนเพื่อแบ่งเบาภาระให้กับเจ้าของร้าน

นอกจากนั้นจะเป็นการทำงานตามเขียงหมูหรือโรงเชือดที่ต้องตื่นทำงานช่วงดึก เพื่อเชือดหมูหรือไก่ให้ทันส่งลูกค้าตอนเช้ามืดตามตลาดต่างๆ ซึ่งกลุ่มนี้ต้องทำงานหลังร้านเนื่องจากพูดภาษายังไม่ได้

บางกลุ่มไปสมัครทำงานตามร้านอาหารเป็นพนักงานในครัวหรือเป็นคนล้างจาน หากหน้าตาดีหรือพูดภาษาไทยได้บ้าง นายจ้างก็อาจขยับให้เป็นเด็กเสิร์ฟอาหาร

สำหรับพื้นที่ที่กลุ่มแรงงานเหล่านี้จะไปทำงานนั้นพบว่า กระจัดกระจายไปทั่วทุกสารทิศ ตั้งแต่ตะวันออกเฉียงเหนือถึงภาคกลางแทบทุกจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆ ส่วนแรงงานกลุ่มใดที่มาอยู่นานก็จะมีช่องทางทำกิจการของตัวเอง เช่น ติดต่อขอเข้าดูแลลานจอดรถของร้านอาหารใหญ่ๆ ที่มีลูกค้าเป็นจำนวนมากโดยไม่คิดค่าแรง แต่อาศัยรายได้จากการรับทิปของลูกค้าที่มาทานอาหาร ซึ่งร้านเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือตามจังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆ

นายเหงียน วัน ซวน อายุ 36 ปี ชาวจังหวัดเหง่ อาน ประเทศเวียดนาม ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ จ.นครพนม หนึ่งในแรงงานที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย เล่าว่า แต่งงานมีบุตรสองคน คนโตอายุ 11 ปี ส่วนคนเล็กอายุ 8 ปี มีอาชีพรับจ้างทั่วไปในเวียดนามได้ค่าแรงสูงสุดวันละไม่เกิน 8 หมื่นดง หรือประมาณ 120 บาท

เขา บอกว่า แต่ละวันจะต้องไปรออยู่ในจุดนัดพบแรงงานตามตลาดต่างๆ หากมีนายจ้างต้องการจ้างแรงงานก็จะมาเลือกเอาไป วันใดถูกเลือกก็จะมีงานทำ หากวันไหนไม่ถูกเลือกก็ไม่มีรายได้

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นคือการเข้ามาขายแรงงานในประเทศไทย นายเหงียน เล่าว่า มีเพื่อนบ้านกลับมาเยี่ยมญาติก็มาบอกเล่าถึงความสุขสบายในไทย งานดี เงินดีกว่า หากต้องการทำงานก็จะพาไปโดยไม่เสียค่านายหน้าจึงตัดสินใจมาด้วย

"ใช้หนังสือเดินทางเข้ามาที่ลาวก่อน หลังจากนั้นก็จะเข้าประเทศไทยที่ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 ระหว่างเมืองท่าแขก แขวงคำม่วนกับจังหวัดนครพนม"

ครั้งแรกที่มาเมืองไทยเพื่อนได้ฝากงานให้ที่ร้านขายของชำในตลาดสด จ.นครพนม เป็นกรรมกรแบกหามยกของทั่วไป ได้เงินเดือนละ 6,000 บาท โดยนายจ้างมีที่พักและอาหารให้สามมื้อ เงินเดือนจึงเหลือเก็บเต็มๆ

เขา บอกว่า หลังจากทำงานได้ 6 เดือนก็พบกับเพื่อนที่มาอยู่เมืองไทยเขาบอกว่าไปต่ออายุการอยู่ในประเทศไทย ที่ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 3 และเพื่อนคนนี้เล่าให้ฟังว่า ทำงานที่ จ.ขอนแก่นได้เงินวันละ 300 บาท แต่ต้องเช่าบ้านและหาอาหารกินเอง เห็นว่ารายได้ดีกว่าจึงตัดสินใจลาออกจากที่เดิมแล้วเดินทางไปทำงานที่โรงเชือดไก่ใน จ.ขอนแก่น

"ทำมานานนับปีแล้ว แต่ละเดือนต้องไปต่ออายุหนังสือเดินทางที่ลาว ผ่านทางสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จ.หนองคาย เพื่อรักษาสถานะของการอยู่ได้อย่างถูกต้องในประเทศไทย แม้ทางการไทยจะไม่อนุญาตให้ทำงานแต่ก็ต้องหลบทำ"

จนกระทั่งถึงช่วงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทยเมื่อเดือนพ.ค.2557 ที่ผ่านมา การออกไปต่ออายุหนังสือเดินทางเริ่มมีปัญหา เพื่อนร่วมงานบางคนไปต่อแล้วถูกปฏิเสธไม่ให้กลับเข้ามาในประเทศไทยอีก

อีกทั้งในช่วงนั้นมีข่าวลือเกิดขึ้นต่างๆ นานา เช่น ทหารจะทำการกวาดล้างแรงงานต่างด้าวครั้งใหญ่ จะมีการจับและปรับคนละหนึ่งหมื่นบาท หากพบว่ามีการแอบทำงานในไทยหรือหากทางการตรวจพบว่าอยู่อย่างผิดกฎหมายจะถูกปรับทันทีห้าหมื่นบาท จึงทำให้เกิดความแตกตื่นในกลุ่มผู้ใช้แรงงานชาวเวียดนามเป็นอย่างมาก

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้จึงทำให้พวกเขาตัดสินใจเดินทางกลับบ้านที่เวียดนามก่อนเพื่อรอให้เหตุการณ์ปกติก่อนค่อยหาทางกลับมาใหม่ แต่เขากับเพื่อนๆ ก็จะกลับเข้ามาทำงานในไทยอีกหากมีโอกาส เพราะรักนายจ้างคนไทยที่มีใจดี โอบอ้อมอารี และไม่เอาเปรียบแรงงาน

นี่คือเสียงจากแรงงานต่างด้าวส่วนหนึ่งที่ลักลอบเข้ามาทำงานหาเช้ากินค่ำในไทย แม้จะเป็นสิ่งที่ฝ่าฝืนกฎหมายแต่ก็ช่วยบอกเล่าถึงสถานการณ์แรงงานไทยและเวียดนาม ตลอดจนสะท้อนสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ให้กับผู้มีส่วนรับผิดชอบได้นำไปเป็นกรณีศึกษาเพื่อหามาตรการป้องกันและดูแลแรงงานต่างด้าวไม่ว่าจะชาติใด ให้ได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างถูกต้องและเป็นธรรมต่อไป

000

3เส้นทางฮิตเวียดนามเข้าไทย

สำหรับแรงงานชาวเวียดนาม ส่วนใหญ่มาจากทางภาคเหนือและภาคกลางของประเทศเวียดนาม โดยการเดินทางในประเทศเขาจะใช้รถโดยสารประจำทางเป็นหลัก แต่จะต้องเดินทางผ่านประเทศลาวก่อนแล้วจึงใช้ช่องทางต่างๆ เดินทางเข้าประเทศไทย ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายช่องทาง ได้แก่

เส้นทางแรก มาตามเส้นทางหมายเลข 8 ผ่านด่านกาว แจว (CAU TREO) เข้ามาสู่เมืองหลักซาวของลาว แล้วเดินทางต่อไปยังทางแบ่งน้ำทอน ก่อนจะแยกขวาไปเวียงจันทน์ แล้วข้ามสะพานไทย-ลาว ที่ จ.หนองคาย แต่หากเลี้ยวซ้ายที่ทางแบ่งน้ำทอนก็จะเข้าเมืองท่าแขกแขวงคำม่วนแล้วเข้าประเทศไทยที่ด่านสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว ที่ จ.นครพนม

เส้นทางที่สอง เข้ามาตามเส้นทางหมายเลข 12 ผ่านด่าน จา ลอ (CHA LO) เข้าสู่เมืองท่าแขกของลาว ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ จ.นครพนมของไทย เส้นทางนี้จะมีระยะทางสั้นที่สุด จากพรมแดนเวียดนามถึงพรมแดนไทยเพียง 140 กิโลเมตรเท่านั้น

ปัจจุบันเส้นทางนี้เป็นที่นิยมของกลุ่มแรงงานชาวเวียดนามที่มักจะเลือกใช้เส้นทางสายนี้เนื่องจากสามารถข้ามพรมแดนได้เร็วมาก เพียงสองชั่วโมงครึ่งก็เดินทางถึงแล้ว

เส้นทางที่สาม เส้นทางนี้ก็เป็นอีกเส้นทางหนึ่งที่เป็นที่นิยมเดินทางของแรงงานเวียดนาม คือ เข้ามาตามเส้นทางหมายเลข 9 ผ่านด่าน ลาว บาว (LAO BAO) เข้ามาที่เมืองสะหวันนะเขตของลาว แล้วเข้ามายังประเทศไทยทางสะพานที่ จ.มุกดาหาร

ในรอบปีที่ผ่านมา คาดกันว่ามีนักเดินทางชาวเวียดนามเดินทางเข้าออกตามด่านต่างๆ เหล่านี้นับแสนคน ด้วยวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป บางคนเดินทางมาเยี่ยมญาติ บางคนเข้ามาทำงานเพราะค่าแรงในไทยได้เงินดี และไม่มีการเรียกเก็บค่านายหน้า