ฮอลแลนด์เชือดชิลี 2-0 ผงาดแชมป์กลุ่มบี ส่วนทีมกระทิงดุไว้ลายขวิดจิงโจ้ 3-0 นัดส่งท้าย
เกมนัดสุดท้ายของกลุ่มบีระหว่างฮอลแลนด์กับชิลีที่ทั้งคู่เก็บได้ 6 คะแนนเต็มในสองนัดแรกและลอยลำเข้ารอบอย่างแน่นอนแล้ว โดยในเกมนี้จะเป็นการดวลกันเพื่อหาทีมที่จะเป็นแชมป์กลุ่มและรองแชมป์กลุ่มเพื่อไปเจอกับทีมจากกลุ่มเอในรอบต่อไป
ในเกมนี้ฮอลแลนด์ขาด "โรบิน ฟาน เพอร์ซี" ที่ติดโทษแบน แต่ยังคงใช้ "อาร์เยน ร็อบเบน" เป็นหัวใจสำคัญในเกมรุก ส่วนฝั่งชิลีตัดสินใจพัก "อาร์ตูโร วิดัล" ที่ไม่ค่อยฟิตเอาไว้ในรอบถัดไป ส่วน "เอดูอาร์โด วาร์กัส" ที่โชว์ฟอร์มเด่นอย่างต่อเนื่องยังคงได้ลงสนามเป็นตัวจริง
ในช่วง 45 นาทีแรก ชิลีเป็นทีมที่เล่นได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยอาศัยการต่อบอลสั้นตามที่ถนัด ผสมผสานกับเกมเพรสซิงไม่ให้ฮอลแลนด์ตั้งเกมได้ง่ายๆ แต่ทั้งสองฝ่ายยังไม่มีโอกาสทำประตูแบบจะแจ้ง ก่อนจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์ 0-0
เข้าสู่เกมครึ่งหลัง รูปเกมของทั้งคู่ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก แม้ชิลีจะเป็นฝ่ายครองบอลมากกว่า แต่ก็ยังไม่สามารถเจาะเข้าไปในพื้นทีสุดท้ายของฮอลแลนด์ได้ โดยเฉพาะ "อเล็กซิส ซานเชซ" กองหน้าคนสำคัญที่เจอทั้ง "เดิร์ค เคาท์" และ "ดาลีย์ บลินด์" ประกบคู่จนเล่นแทบไม่ออก
ในที่สุดประตูแรกของเกมก็มาถึง ในนาทีที่ 77 เมื่อ "ลีรอย เฟอร์" ตัวสำรองจากนอริชที่ถูกเปลี่ยนลงมาในครึ่งหลังกลายเป็นซูเปอร์ซับในเกมนี้ โขกบอลจากจังหวะเตะมุมของฮอลแลนด์เสียบเสาเข้าไป ทำให้ฮอลแลนด์ขึ้นนำ 1-0
ในช่วงเวลาที่เหลือ ชิลีพยายามโหมบุกอย่างหนักหวังตีเสมอ แต่ก็ไม่สามารถฝ่าแนวรับของอัศวินสีส้มได้ ก่อนที่จะโดนเกมสวนกลับของฮอลแลนด์เล่นงานในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จากจังหวะที่ร็อบเบน ได้บอลโต้กลับจากระยะเกือบกลางสนามก่อนลากเดี่ยวเข้าเขตโทษและเปิดเข้ากลางให้ "เมมฟิส ดีปาย" ตัวสำรองอีกคนชาร์จเผาขนไม่เหลือ
จบเกมฮอลแลนด์เป็นฝ่ายชนะไป 2-0 พร้อมเก็บ 9 คะแนนเต็มจากการชนะ 3 นัดรวด เป็นแชมป์กลุ่มบี ส่วนชิลีเป็นรองแชมป์กลุ่มจากการชนะ 2 แพ้ 1 เก็บได้ 6 คะแนน
กระทิงดุไว้ลายขวิดจิงโจ้ 3-0 นัดส่งท้าย
เกมหนีบ๊วยของกลุ่มบีระหว่างสเปนกับออสเตรเลียไม่มีผลต่อการลุ้นเข้ารอบแล้ว ทั้งสองทีมจึงให้โอกาสผู้เล่นสำรองกันเต็มที่ โดยสเปนปรับยกแผง 7 คน โดยให้โอกาส "ดาบิด บียา" "เฟร์นานโด ตอร์เรส" "โกเก้" "ฆวนฟราน" และ "เปเป้ เรน่า" ได้ลงตัวจริงเป็นนัดแรก ส่วนออสเตรเลียส่ง "อดัม แท็กการ์ต" กองหน้าดาวรุ่งฟอร์มแรงจากนิวคาสเซิล เจ็ทส์ เป็นหน้าเป้า ส่วนแดนกลางให้โอกาส "โอลิเวอร์ โบซานิช" จากเอฟซี ลูเซิร์น ได้เป็นตัวจริง
ออสเตรเลียเริ่มต้นได้ดี ใช้การบีบพื้นที่เร็วบวกกับบอลยาวสวนกลับรับมือกับเกมคอนโทรลของกระทิงดุ และทำได้ดีในระดับหนึ่ง แมทธิว เล็คกี ได้ยิงทักทายก่อน
ผ่านไป 15 นาที รูปเกมของทั้งคู่ค่อนข้างสูสี สเปนมีโอกาสครองบอลมากกว่าแต่ไม่สามารถหาโอกาสเข้าไปในพื้นที่อันตรายหน้าปากประตูออสเตรเลียได้
สเปนยังลุยเข้ามาเรื่อยๆ จนกระทั่งผ่านไปครึ่งชั่วโมง ฆวนฟรานได้บอลทะลุช่องหลุดขึ้นไปทางขวา ก่อนปาดเข้ามาตรงกลางให้บียาไขว้เข้าไปอย่างสวยงาม ส่งสเปนขึ้นนำไปก่อน 1-0 ก่อนจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์นี้
ในครึ่งหลัง สเปนเริ่มทำเกมบุกได้มากขึ้น นาทีที่ 55 ฆวนฟราน หลุดขึ้นมาทางขวา ก่อนเปิดเข้ากลาง แต่แมทท์ ไรอัน นายด่านจากคลับ บรูซ ก็ออกมาตัดบอลไว้ได้
อีกสองนาทีถัดมา เดล บอสเก้ หักอก บียา ด้วยการเปลี่ยนตัวออกและให้ "ฆวน มาต้า" ลงมาแทนดาวยิงวัย 32 ปีที่ยิงประตูในฟุตบอลโลกให้สเปนไป 9 ลูก และนี่อาจเป็นเกมสุดท้ายของเขา โดยเจ้าตัวเดินออกจากสนามด้วยสีหน้าผิดหวัง
หลังจากนั้น ในนาทีที่ 70 กระทิงดุก็ได้ประตูบวกเพิ่มจนได้เมื่อ อันเดรส อิเนียสต้า แทงบอลฉีกแนวรับของออสเตรเลียให้ ตอร์เรส หลุดเข้าไปยิงบอลผ่านตัวนายทวารออสซี่เข้าไปอย่างง่ายดาย
สเปนยังคงบุกต่อเนื่องจนกระทั่งนาทีที่ 82 ทีมแชมป์เก่าก็มาได้ประตูนำห่างจากการประสานงานของสองตัวสำรอง เชส ฟาเบรกาส ที่วางบอลให้ มาต้า หลุดเข้าไปในกรอบเขตโทษก่อนจะซัดบอลด้วยเท้าซ้ายผ่านตัว แม็ทธิว ไรอัน เข้าไปอย่างสวยงาม
หลังจากนั้นไม่มีประตูเพิ่ม สเปนแชมป์เก่าหนีบ๊วยกลุ่มได้สำเร็จ ส่วนออสเตรเลียจบฟุตบอลโลก 2014 โดยไม่ได้แม้แต่แต้มเดียว
อย่างไรก็ตาม ผลการแข่งขันอีก 2 คู่เม็กซิโกชนะโครเอเชีย3-1, และบราซิลชนะแคเมอรูน4-1





