วันเสาร์ ที่ 7 พฤศจิกายน 2569

Login
Login

ปลัด มท. ดันเศรษฐกิจฐานราก ต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยโกอินเตอร์

ปลัด มท.ชูพลังชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก มุ่งต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทย สร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น ยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนสู่ตลาดสากล สร้างรายได้อย่างยั่งยืนแก่ประชาชนทั่วประเทศ

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษมอบนโยบายและแนวทาง "การขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก" ในพิธีเปิดงานสัมมนาคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ประจำปี 2569 และงานผ้าขาวม้าทอใจ ปี 2569 โดยมี นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ ดร.นาที รัชกิจประการ ประธานกรรมการ บจก.รู้รักสามัคคีพัทลุง วิสาหกิจเพื่อสังคม และผู้ร่วมงาน เข้าร่วม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เป็นจำนวนมาก

นายอรรษิษฐ์ กล่าวว่า ความสำเร็จในวาระครบ 11 ปีของคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เริ่มต้นจากการร่วมกันก่อตั้ง "บริษัท ประชารัฐรักสามัคคี" จนพัฒนาต่อยอดมาเป็น "บริษัท รู้รักสามัคคี วิสาหกิจเพื่อสังคม (ประเทศไทย) จำกัด" ในปัจจุบัน รวมถึงการลงนามความร่วมมือใหม่ภายใต้แนวคิด "ด้วยจงรักและภักดี" ซึ่งกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการน้อมนำพระราชปณิธาน และนำนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่ ทั้งในส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ผ่านการกำกับดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ

ในด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก กระทรวงมหาดไทย มีกรมการพัฒนาชุมชนเป็นหน่วยงานหลักในการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ผ่านการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ OTOP ใน 5 ประเภท ได้แก่ สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร ของใช้ ของตกแต่ง และของที่ระลึก เครื่องดื่ม อาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ผ้าและเครื่องแต่งกาย" ซึ่งเป็นสินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในงานมหกรรม OTOP ด้วยการมุ่งเน้นการนำภูมิปัญญาและจุดเด่นของแต่ละท้องถิ่นมาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์และมีมูลค่าสูงระดับประเทศ เช่น ผ้ายกดอกลำพูน เป็นต้น ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนจำนวนมาก

สำหรับการส่งเสริมผ้าไทย กระทรวงมหาดไทย ได้รับพระกรุณาธิคุณสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรง "สืบสาน รักษา และต่อยอด" ในการฟื้นฟูและต่อยอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทำให้ผ้าไทยมีความทันสมัย ใส่แล้วสนุก จนเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก คือ การสร้างรายได้เพื่อให้เยาวชนสามารถประกอบอาชีพ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม นอกจากนี้ สินค้าไทยยังได้รับความสนใจจากสถานเอกอัครราชทูตในหลายประเทศที่ต้องการนำไปจัดแสดงเพื่อขยายตลาดสู่ระดับสากล

"กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงที่อยู่เคียงคู่พี่น้องประชาชนในทุกบริบทของพื้นที่ เพราะสิ่งที่สำคัญของเรา คือ การบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ร่วมกับคณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ทำให้เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 ร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่างมั่นคงต่อไป" นายอรรษิษฐ์ กล่าว

 

ส่วนสถานการณ์ จะไปถึงไหน เปรียบเหมือนกระดานหมากรุก ใครจะมีความอดทนอดกลั้นมากกว่ากัน การยั่วยุ การข่มขู่ ซึ่งภาพสถานการณ์เช่นนี้ เราก็คุ้นชินกันมาอย่างยาวนาน และด้วยนโยบายของประเทศเราไม่เข้าข้างฝ่ายใดอยู่แล้ว เราก็พยายามลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศ ราคาน้ํามัน แต่ที่จะหนักสุดก็คือเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งต้องกระทบกับประเทศไทยอยู่แล้ว ไม่มากก็น้อย ประเทศก็โดนกันถ้วนหน้า

ทั้งนี้การทําสงครามมีมูลค่าที่สูงมากสหรัฐเอง หมดเงินไปมหาศาล ผลลัพธ์ก็ยังไม่ได้ตามที่ต้องการ จะปล่อยให้ลากยาวไปเหมือนรัสเซียยูเครนหรือไม่ ขณะเดียวกันในมุมมองของสหรัฐความเสียหายก็ยังไม่ถึงบ้านเขาก็ต้องบริหารจัดการจนถึงไตรมาสสุดท้าย เพื่อไม่ให้ไปยูเคเดียวกับสงครามเวียดนาม คนในประเทศทําให้เขาต้องยอมถอย

หมดความอดทนอดสั้นก่อน น่าจะรุนแรง หนึ่ง ถึง สอง อาทิตย์ เช่น ปูตี กับซาอุดีอาระเบียก็เบาลงแล้ว ตีสถานการณ์ก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อทําให้สมดุลของโลกเปลี่ยน เมื่อใดที่ได้ผลกระทบที่ต้องการแล้ว อาจจะเปลี่ยนหมากเดิน เปรียบการเมืองระหว่างประเทศเหมือนหมากล้อม ประเทศใหญ่ จะมีหมากเยอะ วางได้บ่อยแต่ประเทศเล็กอย่างไทยมีไม่มาก อยู่ในมือไม่กี่ตัวจะวางหมากแต่ละทีต้องคิดให้ดี รู้จักวัง รู้จักถอยและนิ่ง เพราะสุดท้ายแล้วประเทศใหญ่ใหญ่ก็จะสร้างสถานการณ์ ทําให้โลกกระเพื่อม เพื่อให้ตัวเองได้รับผลประโยชน์ ทุกคนจะต้องตอบสนอง