วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สุวัจน์' ดัน Wellness Tourism กู้รายได้ท่องเที่ยวไทย ชูหัวหินโมเดล

ดัน Wellness Tourism กู้รายได้ท่องเที่ยวไทย "สุวัจน์" ชูหัวหินโมเดลปั้นเมืองสุขภาพอายุยืน

ดัน Wellness Tourism กู้รายได้ท่องเที่ยวไทย ชูหัวหินโมเดลปั้นเมืองสุขภาพอายุยืน

“ก่อนเกิดโควิด-19 การท่องเที่ยวเคยเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 40 ล้านคนต่อปี สร้างรายได้ประมาณ 2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของ GDP ประเทศ แต่หลังวิกฤติโรคระบาด แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี ภาคการท่องเที่ยวไทยก็ยังไม่สามารถกลับไปเติบโตได้เท่ากับช่วงก่อนโควิดฯ”

นี่คือความกังวลที่ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” สะท้อนผ่านคำกล่าวเปิดงาน “WEll PLAYED HUAHIN” พร้อมชี้ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายที่น่าเป็นห่วง จากปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในประเทศและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชนในหลายมิติ
ความท้าทายสำคัญประกอบด้วย การเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจ

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผลักดันราคาพลังงานให้สูงขึ้นและเพิ่มต้นทุนสินค้า ตลอดจนแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ปัญหาหนี้สินทั่วโลก สงครามเศรษฐกิจ และภาวะโลกร้อน

ประเด็นเหล่านี้ยังเป็นโจทย์สำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือในการประชุม IMF - World Bank โดยเฉพาะผลกระทบจาก AI การเข้าสู่สังคมสูงวัย และต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น 

ขณะที่ World Economic Forum (WEF) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นทิศทางที่โลกจำเป็นต้องเดินหน้าในระยะต่อไป

สำหรับประเทศไทย นอกจากต้องรับมือกับความผันผวนจากภายนอกแล้ว ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่ต้องเร่งแก้ไข ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ภาครัฐ และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยท้าทายต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

สุวัจน์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรสูงวัยมากกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกประเทศที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

โจทย์สำคัญในวันนี้จึงอยู่ที่ประเทศไทยจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้าอย่างไร ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและมีความเป็นอยู่ที่เหมาะสม

"ผมคิดว่าวันนี้เรามีหลายอย่างที่เป็นจุดอ่อนและก็มีหลายอย่างที่เป็นจุดแข็ง จุดอ่อนคืออุตสาหกรรมบางอย่างที่ไม่ทันสมัยเหมือนกับเป็น Sunset Industry ไปแล้ว แต่ขณะเดียวกัน เราก็ยังมีจุดแข็ง ผมคิดว่าโครงสร้างเศรษฐกิจของเราที่มีจุดแข็งคือเรื่องของภาคเกษตร เรื่องอาหาร แล้วก็เรื่องท่องเที่ยว โดยเฉพาะอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว นั้นยังถือว่าเป็นเครื่องจักรที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย"

สุวัจน์กล่าวอีกว่า ก่อนเกิดโควิด-19  ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาประมาณ 40 ล้านคนต่อปี สร้างรายได้ราว 2 ล้านล้านบาท คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจจากภาคการท่องเที่ยวประมาณ 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน ภาคการท่องเที่ยวไทยยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับเดิมได้ โดยประเมินว่าในปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจอยู่ที่ประมาณ 34 ล้านคน เทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 ที่มีประมาณ 40 ล้านคน ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งเคยอยู่ที่ 2 ล้านล้านบาท อาจลดลงเหลือประมาณ 1.5-1.6 ล้านล้านบาท

เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ของ GDP มีการดรอปประมาณ 15% นั้น การดรอปลงของตัวเลขจากทางด้านการท่องเที่ยวก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจเอง เพราะว่าเศรษฐกิจประเทศเราต้องยอมรับว่ายังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ คนยากคนจน คนในชนบท พ่อค้าแม่ค้า เอสเอ็มอี (SME) ต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ได้เพราะรายได้จากนักท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวชาวไทย นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่ไปทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอาชีพ ทุกคนจะได้รับผลกระทบนั้น

“ผมคิดว่าวันนี้เราต้องรักษาจุดแข็งของประเทศ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว แม้สถานการณ์จะชะลอตัวลงบ้าง แต่การท่องเที่ยวยังคงเป็นเรือธงและเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โจทย์สำคัญคือเราจะปรับตัวและยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างไร เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศเพิ่มขึ้น

หากย้อนกลับไปในอดีต การท่องเที่ยวไทยส่วนใหญ่เป็นตลาดนักท่องเที่ยวทั่วไป ก่อนที่ตลาดไมซ์ (MICE) ซึ่งครอบคลุมการประชุม การท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล การประชุมนานาชาติ และการจัดนิทรรศการ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

การขยายตลาดสู่กลุ่มไมซ์ช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว จากเดิมที่นักท่องเที่ยวทั่วไปสร้างรายได้เฉลี่ยประมาณ 50,000 บาทต่อคน เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 65,000-70,000 บาทต่อคน สะท้อนให้เห็นว่าการยกระดับรูปแบบการท่องเที่ยวสามารถเพิ่มรายได้ให้ประเทศได้ แม้จำนวนผู้เดินทางจะไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน”

สุวัจน์ กล่าวว่า การท่องเที่ยวไทยจำเป็นต้องยกระดับไปอีกขั้น จากการท่องเที่ยวทั่วไปสู่ตลาดไมซ์ (MICE) และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ การออกกำลังกาย และการเล่นกีฬา

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเวลเนส (Wellness Business) ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 240-250 ล้านล้านบาท คิดเป็นประมาณ 6-7% ของ GDP โลก 

ขณะที่ประเทศไทยมีมูลค่าธุรกิจเวลเนสประมาณ 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.4-1.5 ล้านล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพประมาณ 500,000 ล้านบาท 

ส่วนที่เหลือเป็นธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น ที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์โรงแรม (Branded Residence) การออกกำลังกาย สปา และบริการด้านสุขภาพอื่น ๆ

การขยายตลาดสู่ Wellness Tourism จึงเป็นโอกาสของไทยในการต่อยอดจุดแข็งด้านการท่องเที่ยว เชื่อมโยงธุรกิจสุขภาพและบริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น

“ฉะนั้นผมคิดว่านี่คือโอกาสของประเทศ เพราะว่าตอนนี้ตัวเลขในเรื่องของ Wellness Tourism เราก็ก็มีมีพื้นฐานอยู่แล้ว แล้วก็จะมีเพดานที่โตขึ้นไปอีกเยอะ แล้วก็จะเป็นอีกมิตินึงของอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว จากท่องเที่ยวปกติ มาไมซ์ แล้วก็ไปท่องเที่ยวในเชิง Wellness เคยบอกว่าท่องเที่ยวปกติเนี่ย หัวนึงประมาณ 50,000 บาทนักท่องเที่ยว พอไปไมซ์เนี่ย หัวนึงประมาณ 65,000-70,000 พอไป Wellness Tourism เนี่ย ขึ้นไป 100,000 - 200,000 บาท เพราะอยู่นาน แล้วก็ใช้เวลากับกิจกรรมมาก ถ้าเกิดเราสามารถที่จะสร้าง คอนเทนต์หรือสร้างโปรดักต์ ด้านการท่องเที่ยวเรื่อง Wellness ขึ้นมาส่งเสริมเนี่ย เราจะได้ไม่ต้องไปกังวลว่าปีนี้นักท่องเที่ยวมา 40 ล้านคนหรือยัง ไม่ต้องไปกังวล เป็นการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ มาน้อยจ่ายหนัก มาน้อยรายได้เยอะ”

สุวัจน์ กล่าวต่อว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงจะส่งผลกระทบต่อรายได้ของประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่งยังช่วยลดแรงกดดันต่อทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้สามารถรักษาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในระยะยาวได้

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีพื้นฐานสำคัญที่เอื้อต่อการพัฒนาสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) โดยเฉพาะระบบสาธารณสุขที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งเห็นได้ชัดในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 

รวมถึงระบบสวัสดิการด้านสุขภาพและโรงพยาบาลมาตรฐานระดับโลกที่สามารถรองรับผู้ป่วยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ด้วยคุณภาพการรักษาและค่าใช้จ่ายที่แข่งขันได้

นอกจากนี้ ไทยยังมีจุดแข็งด้านองค์ประกอบของธุรกิจเวลเนสที่หลากหลาย ทั้งอาหารไทยและสมุนไพร การแพทย์แผนไทย การนวดและประคบสมุนไพร ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามและวัฒนธรรมการต้อนรับที่เป็นเอกลักษณ์

ปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นต้นทุนสำคัญที่ประเทศไทยสามารถนำมาต่อยอด เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาว

“ดังนั้นผมคิดว่าจากนี้ไปเนี่ย ก็อยากที่จะเห็นการเอาจริงเอาจัง การสนับสนุนจากภาครัฐ ในการมีหน่วยงานต่างๆ รับผิดชอบ อย่างเช่นตอนนั้นที่เรายังไม่มีไมซ์เราก็มีการจัดตั้งสำนักงานที่ดูแลเรื่องการประชุมที่เรียกว่า ทีเส็บ (TCEB) อย่าง IMF กับ World Bank ก็เป็นผลงานของ TCEB ไปนำเสนอแล้วทั่วโลกก็มาประชุมที่เมืองไทย ทำให้ประเทศไทยเนี่ยมีภาพลักษณ์กับการประชาสัมพันธ์ของการประชุม นี่คือตัวอย่าง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าวันนี้ ถ้าเราจะเดินเรื่อง Wellness เราก็ควรที่จะมีหน่วยงานรับผิดชอบ มีการขยายโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ แล้วก็มีการบูรณาการจุดแข็งทางด้าน Wellness ของประเทศ เพื่อมาบูมเรื่อง Wellness เพื่อมาสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้กับประเทศไทย”

 

ชูหัวหินเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

สุวัจน์กล่าวถึงการจัดงาน “WEll PLAYED HUAHIN” ซึ่งขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน นำโดย Proud Group ว่า เป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่สะท้อนบทบาทของภาคเอกชนในการเข้ามามีส่วนร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ผ่านการเปิดตัวโครงการ “หัวหิน Wellness Play” โดยมีพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้าร่วม ได้แก่ Real Estate International, Toyota Motor, AIA, Cal-Comp, Pepsi, BDMS และภาคการท่องเที่ยว

สุวัจน์มองว่า การเลือกหัวหินเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีความเหมาะสม โดยประเทศไทยควรพัฒนาเมืองท่องเที่ยวสำคัญให้มีเอกลักษณ์และจุดขายที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพฯ ภูเก็ต สมุย เชียงใหม่ พัทยา และหัวหิน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาพำนักในประเทศไทยนานขึ้น

“เมื่อนักท่องเที่ยวมีต้นทุนการเดินทาง ทั้งค่าตั๋วเครื่องบินและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อยู่แล้ว หากประเทศไทยมีจุดหมายปลายทางที่หลากหลายและมีเอกลักษณ์แตกต่างกัน นักท่องเที่ยวก็อาจขยายเวลาพำนักจาก 5 วันเป็น 10 วัน หรือจาก 10 วันเป็น 15-20 วันได้ ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งมีโอกาสใช้จ่ายมากขึ้น”

 

หัวหินเมืองอายุยืนยาว

สุวัจน์กล่าวว่า การเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวจึงไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว แต่ต้องให้ความสำคัญกับการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ เพิ่มระยะเวลาพำนัก และกระตุ้นการใช้จ่ายต่อคน เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศได้มากขึ้น

ประเทศไทยควรสร้างเอกลักษณ์และจุดแข็งของเมืองท่องเที่ยวแต่ละแห่งให้ชัดเจน เพื่อให้แต่ละเมืองมีจุดขายแตกต่างกันและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย เช่น ภูเก็ตเป็นเกาะสวรรค์และจุดหมายแห่งความสนุก พัทยาเป็นเมืองแห่งปาร์ตี้ เชียงใหม่เป็นเมืองวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงกับมรดกโลกของยูเนสโก 

ส่วนหัวหินสามารถต่อยอดสู่การเป็นเมืองสุขภาพและเมืองอายุยืน (Longevity City)
ทั้งนี้ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีแนวคิดวางยุทธศาสตร์ส่งเสริมภาพลักษณ์เมืองอายุยืน 

โดยมุ่งสร้างจุดขายด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิตให้แก่พื้นที่ เพื่อยกระดับประจวบคีรีขันธ์และหัวหินให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการดูแลสุขภาพ 

ซึ่งสุวัจน์มองว่าเป็นแนวทางที่น่าสนใจในการสร้างบุคลิกและการตลาดให้เมืองท่องเที่ยวไทย
สำหรับหัวหินถือเป็นเมืองตากอากาศเก่าแก่ของประเทศไทย มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี และมีชื่อเสียงในฐานะจุดหมายพักผ่อนของชนชั้นสูงและบุคคลสำคัญในอดีต ด้วยสภาพอากาศที่เหมาะสม ชายหาดที่สวยงาม และบรรยากาศการพักผ่อนที่เป็นเอกลักษณ์

ปัจจุบัน หัวหินยังเป็นจุดหมายที่ได้รับความสนใจจากชาวยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มชาวสแกนดิเนเวียที่เดินทางมาพำนักระยะยาว จนมีลักษณะคล้ายบ้านหลังที่สอง (Second Home) สำหรับชาวต่างชาติบางกลุ่ม

สุวัจน์จึงมองว่า ด้วยประวัติศาสตร์และจุดแข็งด้านสภาพแวดล้อม หัวหินมีศักยภาพในการต่อยอดสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเมืองอายุยืน สร้างความแตกต่างจากเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ และเพิ่มโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนและดูแลสุขภาพในระยะยาว