ครม.เคาะแพคเกจเยียวยาน้ำท่วม ลดหย่อนภาษีค่าซ่อมบ้านสูงสุด 1 แสน ซ่อมรถยนต์สูงสุด 3 หมื่น สั่ง 7 แบงก์รัฐพักชำระหนี้ 3 เดือน - 1 ปี อัดซอฟต์โลน 3 หมื่นล้านดอกเบี้ย 0.01%
KEY POINTS
- ครม. อนุมัติมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยสามารถนำค่าซ่อมแซมบ้านมาหักลดหย่อนได้สูงสุด 100,000 บาท และค่าซ่อมรถยนต์สูงสุด 30,000 บาท
- สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 7 แห่ง มีมาตรการพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ประสบภัยเป็นเวลาอย่างน้อย 3-6 เดือน
- มีมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัยในด้านต่างๆ เช่น สินเชื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย สินเชื่อฉุกเฉิน และสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการ
วันนี้ (20 ต.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัย(เยียวยาน้ำท่วม) ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน 2569 ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อประชาชนและผู้ประกอบการ กระทรวงการคลัง ได้เสนอมติเห็นชอบชุดมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งเน้นความรวดเร็วและตรงจุด โดยได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นที่เรียบร้อย
มาตรการที่ได้รับความเห็นชอบจาก ครม.ในครั้งนี้ มีจุดเด่นจากครั้งก่อน 3 ข้อได้แก่
1.) ความรวดเร็ว ที่ออกช่วยเหลือเชิงรุกทันทีโดยไม่ต้องรอน้ำลด ทำให้การจ่ายเงินเยียวยามีความแน่นอนและรวดเร็วยิ่งขึ้น
2.) การผนึกกำลังพักหนี้ ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 7 แห่งพร้อมกันเป็นครั้งแรก
และ 3.) อัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนพิเศษ ที่เริ่มตั้งแต่ร้อยละ 0 เพื่อการฟื้นฟูอย่างแท้จริง
มาตรการเยียวยาน้ำท่วม แบ่งเป็นมาตรการในด้านต่างๆได้แก่
1.) มาตรการทางการเงิน โดยสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) ได้ออกมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัยอย่างครอบคลุม ได้แก่
1) มาตรการพักชำระหนี้ โดย SFIs ทั้ง 7 แห่ง ร่วมกันประกาศพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและ/หรือดอกเบี้ย พร้อมขยายระยะเวลาชำระหนี้เป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน ถึง 6 เดือน ขณะที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มีมาตรการประนอมหนี้เพิ่มเติมสูงสุดไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน
2) สินเชื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ธนาคารออมสิน, ธอส. และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) สนับสนุนสินเชื่อผ่อนปรนเพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูที่อยู่อาศัย วงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นร้อยละ 0 – 1.99 ต่อปี ผ่อนชำระได้ยาวนานสูงสุด 40 ปี
3) สินเชื่อฉุกเฉินเสริมสภาพคล่องรายย่อย ธนาคารออมสินสนับสนุนสินเชื่อฉุกเฉินวงเงินไม่เกิน 50,000 บาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 ใน 3 เดือนแรก
4) สินเชื่อเกษตรกร ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จัดสรรสินเชื่อเสริมสภาพคล่องและซ่อมแซมเครื่องมือการเกษตร วงเงินไม่เกิน 500,000 บาทต่อราย ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือนแรก ระยะเวลากู้สูงสุด 15 ปี
5) สินเชื่อฟื้นฟูกิจการ SMEs ธนาคารออมสิน, ธอท. และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ปล่อยสินเชื่อหมุนเวียนธุรกิจ วงเงินไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย ดอกเบี้ยร้อยละ 0 – 3.25 ต่อปี กู้ได้นานสูงสุด 7 ปี
6) สินเชื่อหมุนเวียน EXIM Bank ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราวไม่เกินร้อยละ 20 ของวงเงินเดิม วงเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิม ระยะเวลากู้ไม่เกิน 1 ปี
7) การค้ำประกันสินเชื่อ บสย. บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ยกเว้นและพักชำระค่าธรรมเนียมการค้ำประกันรวมถึงค่าจัดการเป็นเวลา 6 เดือน
8) โครงการ Soft Loan ออมสิน 30,000 ล้านบาท ธนาคารออมสินจัดสรรวงเงิน Soft Loan อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปี ให้แก่สถาบันการเงิน เพื่อนำไปปล่อยกู้ต่อให้แก่ SMEs (รวมถึงกลุ่มที่ไม่เคยเป็นลูกค้าออมสิน) วงเงินไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อราย คิดอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1–2 ไม่เกินร้อยละ 3.50 ต่อปี และปีที่ 3–5 ไม่เกินร้อยละ 5.00 ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุด 5 ปี
9) มาตรการสินไหมเร่งด่วน (Fast Track) ธอส. และ ธอท. ออกระบบจ่ายสินไหมเร่งด่วนสำหรับลูกค้าที่ทำประกันอัคคีภัย
มาตรการทางด้านภาษี
2.) มาตรการบรรเทาภาระทางภาษี 3 กรมภาษี ครม.เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอมาตรการภาษีเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและขยายเวลาชำระภาษี ดังนี้
1) กรมศุลกากร ยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับเครื่องจักร อุปกรณ์ และชิ้นส่วนที่นำเข้ามาเพื่อซ่อมแซมหรือทดแทนเครื่องจักรในโรงงาน โรงแรม และสถานที่พักที่ได้รับความเสียหายในเขตประกาศภัยพิบัติฉุกเฉิน จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570
2) กรมสรรพากร (ลดหย่อนภาษี): บุคคลธรรมดาสามารถนำค่าซ่อมแซมบ้าน อาคาร คอนโดมิเนียม มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท และค่าซ่อมรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 30,000 บาท สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม – 31 ธันวาคม 2569
3) กรมสรรพากร (ขยายเวลาไฟลิ่ง): ขยายเวลากำหนดยื่นแบบและชำระภาษีทุกประเภท (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, นิติบุคคล, หัก ณ ที่จ่าย, ภาษีมูลค่าเพิ่ม, ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์) ที่ครบกำหนดระหว่างวันที่ 1 กันยายน – 29 ธันวาคม 2569 ออกไปเป็นวันที่ 30 ธันวาคม 2569
4) กรมสรรพสามิต ขยายเวลาการยื่นแบบชำระภาษี งบเดือน และการต่อใบอนุญาตผลิต/ขายสุรา ยาสูบ และไพ่ สำหรับผู้ประกอบการในพื้นที่ประสบภัย ออกไปจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569
ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวต่อว่าในการรับมือกับความเสียหายภัยพิบัติ โดยใช้โครงการประกันภัยพิบัติภาครัฐ
โดยเปลี่ยนภาระงบประมาณสู่ระบบประกันความเสี่ยง ซึ่งภาครัฐร่วมกับ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.), สำนักงาน คปภ. และสมาคมวินาศภัยไทย ได้ใช้ระบบประกันภัยพิบัติภาครัฐ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนกลไกการเยียวยาจากการใช้างบประมาณแผ่นดินแบบปลายเปิด มาเป็นการบริหารความเสี่ยงทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีขอบเขตความคุ้มครอง ครอบคลุมภัยพิบัติหลัก 3 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
วงเงินและประเภทกรมธรรม์ ได้แก่
1.) กรมธรรม์ประกันภัยที่อยู่อาศัยกลุ่ม: คุ้มครองประมาณ 30 ล้านหลังคาเรือนทั่วประเทศ วงเงินคุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาทต่อหลังคาเรือน
2.) กรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่ม คุ้มครองกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากภัยพิบัติ วงเงินสูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาทต่อคน
3.) ระบบการเคลมและการจ่ายค่าสินไหม ผู้ประสบภัยสามารถแจ้งเรื่องและส่งภาพถ่ายความเสียหายผ่านระบบออนไลน์ที่ เว็บไซต์ thainatcat.org หรือติดต่อสาขาของบริษัทประกันภัย 11 แห่งที่เข้าร่วมโครงการ
โดยการจ่ายเงินเบื้องต้น (ภายใน 15 วัน) กรณีอุทกภัยจะได้รับการอนุมัติเงินเยียวยาเบื้องต้น 10,000 บาท (เพิ่มขึ้นจากเกณฑ์งบเยียวยารัฐเดิมที่ 9,000 บาท) ส่วนวาตภัยและแผ่นดินไหวรับเบื้องต้น 5,000 บาท ซึ่งการจ่ายจะจ่ายตามความเสียหายจริง เมื่อประเมินความเสียหายเพิ่มเติมโดย คปภ. ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะได้รับค่าสินไหมตามจริง รวมสูงสุดไม่เกิน 90,000 – 100,000 บาทต่อหลัง
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการใช้ระบบประกันภัยพิบัติในแต่ละปีรัฐบาลจัดสรรงบประมาณจ่ายเบี้ยประกันภัยประมาณ 15,000 – 15,500 ล้านบาท แต่ได้รับวงเงินความคุ้มครองความเสียหายรวมสูงถึง 75,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งช่วยลดภาระงบกลางของรัฐบาลที่เคยต้องสำรองจ่ายเยียวยาสูงมากกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี





