วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้าน คุ้มหรือล้มเหลว?

ดูเหมือนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ประเด็นรถเกี่ยวข้าว EV 500 คัน งบประมาณสูงถึง 8,000 ล้าน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ออกมาขอโทษ ยอมรับสื่อสารผิด ทำให้กระแสสังคมจับตาเงินกู้ 2 แสนล้านบาทมากขึ้น

“ต้องขออภัยในการสื่อสารที่ผิดพลาด ที่มาที่ไปเกิดจากการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม แล้วมีการไปตรวจเรื่อง รถเกี่ยวข้าว ก่อนจะให้สัมภาษณ์เรื่องโครงการกระทรวงเกษตรฯ 8 พันล้านบาท แต่พูดผิดจากศูนย์ของ กรมการข้าว 500 ศูนย์ เป็น 500 คัน เมื่อหารไปแล้วจึงตกคันละ 16 ล้านบาท ทั้งที่มีราคาคันละ 1.6 ล้านบาท

“ต้องขออภัยที่สื่อสารผิดพลาด ถ้ารถเกี่ยวข้าว คันละ 16 ล้านบาท ยอมรับว่าแพงมาก แล้วถ้าเสนอจริงผมคงอยู่ในตำแหน่งได้ไม่กี่วันหรอกครับ” สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวผ่านรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ (16 ต.ค. 69)

 

“สุริยะ” เผยด้วยว่า โครงการที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอไปคือการซื้อรถแทรกเตอร์อีวี ประจำศูนย์ของกรมการข้าว 4-500 ศูนย์ รวมทั้งสิ้น 2,543 คัน งบประมาณ 8 พันล้านบาท ตกคันละ 1.6 ล้านบาท โดยรถนี้จะทำหน้าที่เตรียมพื้นที่ปลูกข้าว ซึ่งปกติ ชาวนาต้องรับภาระไร่ละ 1.2 พันบาท โดยกรมการข้าว จะนำรถไปให้บริการกับชาวนา ซึ่งจะทุ่นค่าใช้ได้รวมกว่า 1,680 ล้านบาทต่อปี ในพื้นที่ 1.4 ล้านไร่ เมื่อเทียบเงินลงทุน 4 ปีเศษ ๆ ก็คืนทุนแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า ประเด็นรถเกี่ยวข้าวEV หรือ รถแทรกเตอร์อีวีก็ตาม สิ่งที่สะท้อนให้เห็นคือ การจัดซื้อที่ถูกตั้งคำถาม คุ้มหรือไม่กับงบประมาณลงทุนจัดซื้อ 8,000 ล้าน รวมทั้งอาจนำไปสู่การทุจริตหรือไม่ เหมือนหลายนโยบายที่ผ่านมา

ยิ่งไปกว่านั้น โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาท ยังมีหน่วยงานของรัฐในแต่ละกระทรวงทำเรื่องขอใช้งบฯเข้าไปเป็นจำนวนมาก เกินเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ ถ้าหลายโครงการเสี่ยงที่จะไม่คุ้นค่า หรือได้ประโยชน์ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานจริงอะไรจะเกิดขึ้น

อย่าลืม งบก้อนนี้ เป็นหนี้เงินกู้ ที่เป็นภาระของประชาชนในระยะยาวด้วย จึงนับว่าน่าตรวจสอบอย่างยิ่ง  

สำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ของ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มีสาระสำคัญคือ

• กรอบวงเงิน: รัฐบาลจัดสรรงบประมาณวงเงิน 2 แสนล้านบาท (ส่วนหนึ่งจาก พ.ร.ก. กู้เงินรวม 4 แสนล้านบาท) เพื่อใช้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศ

• สถานการณ์ปัจจุบัน: ส่วนราชการและกระทรวงต่างๆ ได้ยื่นเสนอโครงการเข้ามามีมูลค่ารวมสูงเกินกว่ากรอบวงเงิน 2 แสนล้านบาทแล้ว ทำให้กระทรวงการคลังต้องเร่งกลั่นกรองอย่างเข้มงวด

• ตัวอย่างโครงการที่เสนอขอรับการสนับสนุน:

กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอวงเงิน 450 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น

1.) โครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ (DEET) โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม วงเงิน 200 ล้านบาท

2.) โครงการแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม วงเงิน 250 ล้านบาท (ตั้งเป้าช่วย 1,500 โรงงานลดต้นทุน)

 

ตัวอย่างโครงการพลังงานสะอาดในพื้นที่

  • โครงการนาทับพัฒนาพลังงานแสงอาทิตย์ ระยะที่ 1 (NSP-I): ตั้งอยู่ที่ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา พัฒนาโดย IRPC ร่วมกับ GPSC และ Getz Energy มีกำลังการผลิตติดตั้ง 98 เมกะวัตต์ บนพื้นที่กว่า 716 ไร่ มูลค่าโครงการราว 1,620 ล้านบาท โดยเริ่มเข้าสู่ระยะก่อสร้างอย่างเป็นทางการ และกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในเดือนธันวาคม 2571

ส่วนประเด็นที่ถูกตรวจสอบอย่างมากเรื่องความโปร่งใสและการทุจริต มี 3 ด้าน ดังนี้:

1.) ความเร่งรีบและช่องโหว่ทางกฎหมาย

• กรอบเวลาที่จำกัด: แผนการใช้เงินกู้ที่ต้องเร่งรัดให้แล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2570 อาจทำให้ขาดการวิเคราะห์และทำงานในเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบ

• ความเสี่ยงการรั่วไหล : การใช้เงินนอกงบประมาณปกติผ่านพ.ร.ก.เงินกู้ดังกล่าว มักมีกลไกตรวจสอบที่ผ่อนปรนกว่าระบบงบประมาณประจำปี

2.) ปรากฏการณ์โครงการทิพย์และปัญหา “ไม่ตรงปก” ก็สำคัญไม่แพ้กัน

• การจัดซื้อจัดจ้างที่ไร้เนื้อหา : พรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งเป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้าน และกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม มีความกังวลเกี่ยวกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโครงการพลังงานสะอาดในอนาคต

• โครงการไม่ตรงปก : มีการตั้งข้อสังเกตว่า อาจเกิดโครงการลักษณะ “ทิพย์” หรือไม่มีความพร้อมในการดำเนินการจริง แต่ถูกใช้เป็นช่องทางผันเงินงบประมาณออกไป

3.) ปัญหางบประมาณซ้ำซ้อนและการบริหาร

• โครงสร้างงบที่สับสน : มีการตั้งข้อสังเกตจากภาคการเมือง เช่น วทันยา บุนนาค ว่า มีการตั้งงบประมาณเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงานซ้ำซ้อนกัน ทั้งในส่วนของ พ.ร.ก.กู้เงิน และงบกลางอีก 12,000 ล้านบาท

• ขาดธรรมาภิบาล : นักเศรษฐศาสตร์และอดีตผู้บริหารกระทรวงพลังงานบางคน ชี้ว่า กฎระเบียบรัฐที่ล้าหลังและขาดธรรมาภิบาล คือ “กับดักสำคัญ” ที่ทำให้นโยบายพลังงานหมุนเวียนไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร

 

ส่วนประเด็นหลักที่ทุกฝ่ายแสดงความกังวลใจอย่างมาก สามารถสรุปได้ดังนี้:

1.) แผนงานไม่ชัดเจน ไร้ทิศทาง (No Roadmap)

• ขาดเป้าหมายรูปธรรม : เม็ดเงินมหาศาลนี้ถูกระบุไว้อย่างหลวมๆ ว่า ใช้เพื่อ “ปรับโครงสร้างพลังงาน” แต่รัฐบาลกลับไม่มีการวางแผนที่เป็นรูปธรรมหรือระบุตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจน

• ไม่ตอบโจทย์ลดคาร์บอน : จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีมาตรวัดที่แน่ชัดว่าเงินกู้นี้จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากน้อยเพียงใด

2.) เสี่ยงเป็นเพียง “งบซื้อของ” ไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

• เน้นแจกจ่าย-จัดซื้อ: นักวิชาการบางส่วน กังวลว่า เงินจะถูกนำไปใช้ในลักษณะ “ซื้อของ-ติดตั้งอุปกรณ์” เป็นหลัก (เช่น โซลาร์เซลล์ หรืออุปกรณ์ประหยัดพลังงาน) ซึ่งเป็นการเยียวยาผิวเผินแบบเดิมๆ ที่เคยล้มเหลวมาแล้วในอดีต

• ไม่ลดการพึ่งพา LNG : งบก้อนนี้ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การปลดล็อกปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริง เช่น การลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้าที่มีราคาผันผวนสูง ซึ่งเป็นต้นตอของค่าไฟฟ้าแพง

3.) เอื้อประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่ (รุมกินโต๊ะ)

• ข้อครหาเอื้อทุนพลังงาน: มีความกังวลว่า เม็ดเงินส่วนใหญ่จะไหลไปสู่บริษัทพลังงานขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมในการรับงานจากภาครัฐ มากกว่ากระจายผลประโยชน์ไปถึงประชาชนอย่างแท้จริง

• สงครามแย่งงบระหว่างกระทรวง : มีลักษณะเหมือนรายการ “รุมกินโต๊ะ” ที่แต่ละกระทรวงพยายามเสนอโครงการเพื่อดึงงบก้อนนี้ไปใช้ โดยไม่มีบูรณาการที่ชัดเจน

4.) พ้นเส้นตายแต่ยังไร้ความคืบหน้า

• เลยไทม์ไลน์ 30 กันยายน: แม้จะพ้นกำหนดเวลาที่ควรจะมีความชัดเจนในการเปิดเผยรายละเอียดแผนงานแล้ว แต่ปัจจุบันโครงการก็ยังคงอยู่ในแดนสนธยา และไม่มีความคืบหน้าที่จับต้องได้

ที่น่าสนใจ หากหันมาดู องค์ประกอบของการเปลี่ยนผ่านพลังงานทางโครงสร้าง ที่นักวิชาการเชื่อว่าจะทำให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง

 

ประกอบด้วย

• การเปลี่ยนแปลงแหล่งพลังงาน (Fuel Shift): ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล แล้วหันมาใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานน้ำ

• การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure): พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid), สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage / ESS)

• การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม: ปรับเปลี่ยนภาคการผลิตและการขนส่งให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งส่งผลต่อตลาดแรงงานและการจ้างงานรูปแบบใหม่

• นโยบายและกฎหมาย: การกำหนดเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)

• การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition): แนวคิดที่ดูแลไม่ให้กลุ่มคนหรือแรงงานในอุตสาหกรรมดั้งเดิมต้องได้รับผลกระทบหรือถูกทอดทิ้งจากความเปลี่ยนแปลงนี้

ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า การใช้งบประมาณ 2 แสนล้านบาทของ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล จะสามารถเปลี่ยนผ่านพลังงานได้จริง และคุ้มค่าการลงทุนมหาศาลหรือไม่ หรือแค่ นโยบายเปลี่ยนผ่านพลังงาน ก็แค่ “บังหน้า” แต่แท้จริงแล้ว ก็ไม่ต่างจากหลายโครงการของรัฐ ที่แทบหาความคุ้มค่าการลงทุนไม่ได้ แถมมีการทุจริตในโครงการมากมายจนยากสะสาง หรือไม่จริง?