วันจันทร์ ที่ 12 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตา ซักฟอก 'ระบอบน้ำเงิน' ได้เวลาฝ่ายค้านพิสูจน์ฝีมือ

หลังจาก รัฐบาลอนุทิน 2 เริ่มเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาพร้อมเข้าทำหน้าที่บริหารประเทศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569

การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถือว่า ไม่ช้าไม่เร็ว เพราะแค่ 6 เดือนก็มากพอแล้วที่จะถูกตรวจสอบ

ทั้งนี้ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน แถลงยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ คณะรัฐมนตรีที่รัฐสภาไม่นานมานี้ว่า ตนพร้อมด้วยสมาชิกพรรคฝ่ายค้านร่วมกันเข้าชื่อ 145 คน (ยกเว้นพรรคกล้าธรรม) ยื่นญัตติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล จำนวน 18 คน

ประกอบด้วย 1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย 2.นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม 3.นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี 4 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง 5.นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์

6.นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี 7. พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม 8. นายสุรศักดิ์ พันเจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา 9. นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 10. นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

11. พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม 12.นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 13. น.ส.ศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำนักนายกรัฐมนตรี 14. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 15. นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

16. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม 17.นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย และ 18.นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย

“ณัฐพงษ์” ระบุด้วยว่า ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ต้องการอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อระบอบสีน้ำเงิน ที่กินรวบประเทศนี้อยู่ ระบบนี้เป็นศัตรูและอาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย อยู่ตรงข้ามกับความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน และกำลังกินรวบประเทศ ไม่ใช่แค่อำนาจในสภาผู้แทนราษฎรอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจหมายรวมถึงสมาชิกวุฒิสภา และกลไกลถ่วงดุลตรวจสอบ หรือองค์กรอิสระต่างๆ ด้วย

ดังนั้น เนื้อหาที่จะนำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็นการโกง สว. ทุจริตสอบท้องถิ่น วิกฤตประชาชน เช่น การบริหารจัดการน้ำท่วมต่างๆ ล้วนอยู่ในกรอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งสิ้น

ด้าน โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์หลังรับหนังสือว่า กรอบเวลาคือ 14 วัน แต่เบื้องต้นได้คุยกับผู้นำฝ่ายค้านแล้วว่า อยากจะได้ปลายเดือนตุลาคม ดังนั้นสุดแล้วแต่การตรวจสอบญัตติซึ่งจะทำให้เร็วที่สุดเพื่อเสนอให้ครม.ยื่นวันกลับมา ซึ่งหากทุกฝ่ายไม่ติด จะเป็นช่วงปลายเดือนตุลาคม

ที่น่าสนใจ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน จะทำลายสถิติรัฐมนตรีถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจมากที่สุด 11 คน สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อปี 2565

รวมทั้ง ยังพุ่งเป้าไปที่รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย เป็นสำคัญด้วย

แน่นอน, ประเด็นสำคัญในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ คาดกันว่า นอกจาก คดีทุจริตฮั้ว สว. ทุจริตสอบท้องถิ่น และ ไทยเอไอพาสปอร์ตแล้ว จะครอบคลุมประเด็นด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูง ข้าวของราคาแพง แต่รายได้มีไม่พอ หรือตกงาน

เรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล้านบาท สำหรับเปลี่ยนผ่านพลังงาน รวมทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัสเฟสใหม่ จะหาเงินมาจากไหน เรื่องสแกมเมอร์ ที่ รังสิมันต์ โรม เปิดหัวไว้แล้ว เรื่องราคาน้ำมันและ “ไอ้โม่ง” ตุนน้ำมัน ที่เงียบหายเข้ากลีบเมฆ ช่วงวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ

ที่สำคัญสดๆร้อนๆ ความล้มเหลวแก้ปัญหาน้ำท่วม สำหรับ 24 จังหวัดที่มีผู้ประสบอุทกภัยปี 2569 และครม.ได้อนุมัติงบให้แล้ว 4.7 พันล้านบาท จะเพียงพอหรือไม่

ขณะเดียวกัน “คีย์แมน” คนสำคัญของฝ่ายค้าน นอกจากพลพรรคประชาชน ที่มีทั้งข้อมูล ความสดแล้ว ยังเติมเต็มด้วยขิงแก่อย่าง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และขุนพลดาวสภาของพรรคประชาธิปัตย์

และที่ถูกจับตามอง ว่า ไม่พลาดแน่ คือ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวส จากพรรคเสรีรวมไทย ที่จะเดินหน้าทวงคืนที่ดินเขากระโดง สะกิดแผลครูใหญ่ภูมิใจไทย

อีกคน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม จากพรรคไทยภักดี ขวัญใจโลกโซเชียล ที่คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นทั้งคนทั้งพรรค เชื่อว่างานนี้จะฉวยโอกาสปล่อยของไม่ยั้ง

รวมทั้ง พรรคไทรวมพลัง ที่ถือเป็นคู่แข่งพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา ก็เชื่อว่าจะมีข้อมูลสำคัญมาตีแผ่?

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรัฐบาลมี สส.ข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ประมาณ 350 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมีประมาณ 149 เสียง

ทำให้โอกาสล้มรัฐบาลกลางสภาเกิดขึ้นได้ยาก แต่เป้าหมายของฝ่ายค้านอาจไม่ได้อยู่ตรงนั้น อาจต้องการเปิดแผล “ระบอบสีน้ำเงิน” ให้เหวอะหวะที่สุด ทำลายคะแนนนิยมให้ย่อยยับ และพิสูจน์ฝีมือ สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน แค่นี้ก็ถือว่าดีแล้ว

ส่วนปมใหญ่ที่วันนี้ก็ยังคงเป็นประเด็น เชื่อว่า รัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน

• ปมการทุจริตสอบแข่งขันเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น : เรื่องนี้เชื่อว่า ฝ่ายค้านเตรียมหยิบยกประเด็นการทุจริตและส่อฮั้วการสอบท้องถิ่นมาอภิปรายซักฟอกอย่างเข้มข้น

• วาทกรรมและการแสดงออกต่อผู้ชี้เป้าการทุจริต : เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กรณีผู้นำรัฐบาลระบุว่าผู้ที่ชี้เป้าหรือกล่าวหาว่า คนอื่นกระทำผิด ต้องพร้อมที่จะถูกฟ้องกลับด้วย ซึ่งภาคส่วนต่างๆ มองว่า เป็นการสร้างอุปสรรคและอาจเป็นการข่มขู่พลเมืองดีในการแจ้งเบาะแสการโกง

• การประเมินจากองค์กรต้านคอร์รัปชัน (ACT): องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย) หรือ ACT ออกมาประเมินการทำงานครบรอบ 1 ปีของรัฐบาล โดยชี้ว่าปัญหาคอร์รัปชันยังคงฝังรากลึก มีคดีและเรื่องอื้อฉาวเชื่อมโยงกับการทุจริตเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้บางส่วนจะเป็นคดีค้างเก่าก็ตาม

• ทำไมการซักฟอกรัฐมนตรี 18 คนเน้นพรรคภูมิใจไทย : พรรคร่วมฝ่ายค้าน (ไม่รวมพรรคกล้าธรรม) ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรวม 18 ราย โดยมุ่งเป้าไปที่รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยเป็นหลัก ขณะที่ทางรัฐบาลยืนยันว่าพร้อมชี้แจงทุกประเด็น และมองว่าข้อกล่าวหาบางส่วนยังขาดความชัดเจนหรือเลื่อนลอย

เป็นอีกประเด็นที่น่าจับตามอง และติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเห็นความเชื่อมโยงหรือไม่ กับ คำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” และ “กินรวบประเทศ”

โดยเฉพาะถ้ามองไปที่ข้อกล่าวหาและประเด็นสำคัญใน ระบอบน้ำเงิน ก็จะเห็นความเชื่อมโยงอยู่พอสมควร ดังนี้

• การขยายอิทธิพลและการเมืองเชิงโครงสร้าง: ฝ่ายค้านกล่าวหาว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยใช้อำนาจและระบบอุปถัมภ์เพื่อขยายอิทธิพลครอบคลุมองคาพยพต่างๆ ของประเทศ หรือที่เรียกว่า การสร้าง “ระบอบสีน้ำเงิน”

• ปมฮั้วการเลือกตั้ง สว.: มุ่งเป้าตรวจสอบรัฐมนตรีค่ายภูมิใจไทยหลายคนที่ถูกระบุว่า เกี่ยวข้องหรือรอดพ้นจากคดีทุจริตและกระบวนการฮั้ว การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.)

• การบริหารราชการและนโยบายล้มเหลว : ที่ผ่านมาเห็นชัดว่า ขณะที่ระบอบสีน้ำเงินเข้มแข็ง แต่ปรากฏว่า ในการบริหารเศรษฐกิจ กลับทำให้ประชาชนยากลำบาก มีปัญหาปากท้อง น้ำมันแพง และความเดือดร้อนอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

• การทุจริตสอบท้องถิ่นและหน่วยงานรัฐ: มีการหยิบยกประเด็นปัญหาการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น และการปล่อยปละละเลยของระบอบนี้ ให้เกิดการทุจริตในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

หันมาดู ประเด็นเรื่องนโยบายและมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ปรากฏว่า มีทั้งเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภาคการเมืองและภาคประชาชน

สถานการณ์และข้อเรียกร้องเกี่ยวกับ “บัตรคนจน” (บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ)

• การปรับเกณฑ์คัดกรอง : มีการปรับปรุงและยกระดับเกณฑ์คัดกรองโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้เข้มงวดขึ้นในยุครัฐบาลอนุทิน 2 ซึ่งส่งผลให้มีผู้ถูกตัดสิทธิและเกิดเสียงสะท้อนว่า มีประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน และได้รับผลกระทบจากภาวะค่าครองชีพสูงและสินค้าแพง

• การเคลื่อนไหวของขบวนการประชาชน: เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาพบปะและรับฟังข้อเรียกร้องจาก "ขบวนคนจน" ในเนื่องในวันดินโลก/วันที่อยู่อาศัยโลก

• จุดยืนของรัฐบาล: นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายตัดสิทธิสวัสดิการประชาชน พร้อมระบุว่า มุ่งเน้นการแก้ปัญหาความยากจนอย่างตรงจุดและยั่งยืน

ขณะที่ มุมมองและเสียงสะท้อนจากฝ่ายต่างๆ

• ฝ่ายค้านและนักการเมือง : นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากสภาวะของแพงและการถูกตัดสิทธิสวัสดิการ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมาตรการช่วยเหลือคนจน

ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท (วงเงิน 400,000 ล้านบาท) ของรัฐบาลแบ่งการใช้จ่ายออกเป็น 2 ส่วนหลัก โดยเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อกังวลจากภาคประชาชนและพรรคการเมือง เช่น พรรคประชาชน เห็นว่า การเยียวยาอาจไม่ทั่วถึง รวมทั้งงบเปลี่ยนผ่านพลังงานอาจไหลไปเอื้อกลุ่มทุนใหญ่

ประเด็นข้อกังวลที่ไม่ถึงประชาชนและถูกตั้งคำถาม

• การกระจายความช่วยเหลือ: มีเสียงท้วงติงว่า มาตรการเยียวยาในระยะสั้นอาจไม่สามารถช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและค่าพลังงานของประชาชนฐานรากได้อย่างทั่วถึงและทันท่วงที

• ความเสี่ยงงบเปลี่ยนผ่านพลังงาน: งบประมาณครึ่งหนึ่ง (2 แสนล้านบาท) เน้นลงทุนโครงสร้างพลังงาน ซึ่งถูกตั้งคำถามจากภาคประชาสังคมและ Climate Finance Network Thailand ว่า ขาดความชัดเจน แผนไม่โปร่งใส และมีความเสี่ยงที่ผลประโยชน์จะตกไปอยู่กับกลุ่มทุนพลังงานขนาดใหญ่ มากกว่าการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนโดยตรง

• ภาระหนี้สาธารณะ: การก่อหนี้ก้อนโตทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศใกล้ชนเพดาน 70% ต่อ GDP ซึ่งประชาชนต้องร่วมกันรับภาระดอกเบี้ยและใช้หนี้ในระยะยาว

ทั้งหมดคือ ภาพรวมประเด็นปัญหา และการบ้านรัฐบาลอนุทินอย่างเห็นได้ชัด ส่วนจะทำการบ้านได้ดีแค่ไหน หรือไม่ ปลายเดือนนี้รู้ผล!?